สาเหตุของการติดยาเสพติด2

สาเหตุของการติดยาเสพติด

ปัญหาการติดยาเสพติดนี้ถือว่ามันเป็นเรื่องที่ป้องกันยากพอใช้ได้เลย เพราะเด็กดีๆบางคนที่พ่อแม่ก็ให้การเลี้ยงดูอย่างดีแล้วแต่ก็ยังไปยุ่งกับสารเสพติดจนได้ ซึ่งที่พบเห็นกันมากเลยก็คือ แอลกฮอล์ สาเหตุการติดยาเสพติด/สิ่งเสพติด ซึ่งอาจจะไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดแต่ก็เป็นปัญหาส่วนใหญ่ของการเสพสิ่งเสพติดได้แก่ 1. มีความอยากรู้ อยากทดลอง ด้วยความคึกคะนอง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ 2. เพื่อน คนรอบข้างชวนให้ลอง และผู้นั้นบางครั้งก็ต้องเสพสิ่งเสพติดเข้าไปเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อนๆ 3. ขาดความระมัดระวังในการใช้ยาบางประเภทเพราะคุณสมบัติของยาบางชนิดนั้นอาจจะทำให้ผู้ใช้ยานั้นเกิดการเสพติดได้โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว หากผู้ใช้ใช้ยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยขาดการแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร 4. สภาพหรือสิ่งแวดล้อม มีการค้าสิ่งเสพติดหรือมีการระบาดของยาเสพติดมีการค้ายาเสพติด 5. การถูกหลอกให้ใช้สารเสพติดโดยผู้เสพไม่รู้ 6. ปัญหาชีวิตหรือเมื่อเจอปัญหาแล้วไม่สามารถหาทางแก้ปัญหาได้ ไม่รู้จะพูด จะคุย จะแก้ปัญหานั้นอย่างไร จึงเป็นเหตุให้หันเหสู่ยาเสพติดได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ความรัก ความอบอุ่น และการดูแลของครอบครัวจะเป็นเกราะป้องกันยาเสพติดได้เป็นอย่างดี บางท่านอาจจะมีชุดตรวจสารเสพติดเก็บไว้ในตู้สามัญประจำบ้านเลยก็(ชุดตรวจ 1 ชุดนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 2-3 ปี ซื้อชุดตรวจเก็บติดบ้านไว้ก็ไม่เสียหาย) แต่ให้ดีควรให้ความรู้ความเข้าใจของการใช้ยาเสพติดให้กับลูกหลานท่านทราบอย่างเช่นพาพวกเค้าไปดูสถานบำบัดคนติดยาเสพติดก็ได้ แค่นี้ก็จะทำให้ลูกหลานได้รู้ได้เห็นว่ามันทรมานขนาดไหน สิ่งเสพติดมีแต่ผลเสีย และก็เสียอย่างเดียว

ลักษณะคนติดยา

สังเกตุลักษณะของผู้ติดยาเสพติด

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย – สุขภาพ ทรุดโทรมผอมซูบซีด – ริมฝีปากเขียวคล้ำ แห้งแตก – ผิวหนังหยาบกร้าน เป็นแผลพุพอง – น้ำมูกน้ำตาไหล เหงื่อออกมาก – มักใส่แว่นกรองแสงสีเข้ม เพื่อต่อสู้กับแสงสว่างเพราะม่านตาขยาย – มีร่องรอยการเสพยาโดยการฉีด นิ้วมือมีรอยคราบเหลืองสกปรก – มีรอยแผลเป็นที่ท้องแขนเป็นรอยกรีด ด้วยของมีคม (ทำร้ายตนเอง) การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ความประพฤติ และบุคลิกภาพ – ขาดการเรียน หนีโรงเรียน การเรียนด้อยลงสติปัญญาเสื่อม การงานบกพร่อง – ไม่สนใจต่อสิ่งแวดล้อม ชอบแยกตัวเอง หลบซ่อนตัว ทำตัวลึกลับ – เป็นคนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิด เอาแต่ใจตนเอง ขาดเหตุผล พูดจาก้าวร้าว ดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง สามารถทำร้ายบิดามารดาได้ – ไม่สนใจความเป็นอยู่ของตนเอง แต่งกายไม่สุภาพเรียบร้อย สกปรก – สีหน้าแสดงความผิดหวังกังวล ซึมเศร้า – พกอุปกรณ์เกี่ยวกับยาเสพติด เช่น เข็มฉีดยา กระดาษตะกั่ว ไม้ขีดไฟ เมื่อขาดยาเสพติดจะมีอาการอยากยาเสพติดเกิดขึ้นเช่น – มีอาการน้ำมูก น้ำตาไหล หาวนอน จามคล้ายเป็นหวัด – กระสับกระส่าย กระวนกระวาย หายใจถี่ลึก จ้องหาแต่ยาเสพติด จะขวนขวายหามาเสพไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ – คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน อาจมีเลือดปนออกมาด้วย เรียกว่า ลงแดง – ขนลุก เหงื่อออก เป็นตะคริว กล้ามเนื้อกระตุก ขบฟัน ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดเสียวในกระดูกดิ้นทุรนทุราย – มีไข้และความดันโลหิต ชักกระตุก นอนไม่หลับ คลุ้มคลั่ง เสียสติ

ผู้ติดยาเสพติด

วิธีการบำบัดรักษาของผู้ติดยาเสพติด

การติดยาเสพติดเป็นโรคชนิดหนึ่ง ที่ผู้ติดยาเสพติดเป็นผู้ป่วยที่มีสภาพจิตผิดปกติ การแก้ปัญหาก็เป็นการให้การรักษา และหากเห็นว่า ผู้ติดยาเสพ ติด เป็นผู้โชคร้ายที่เป็นเหยื่อของปัญหาสังคม เขาก็ควร ได้รับการช่วยเหลือ วิธีการบำบัดรักษาของผู้ติดยาเสพติด ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่เป็นที่ยอมรับ และมีหลักฐานว่า เป็นวิธีที่ได้ผลแน่นอน อาจแบ่งเทคโนโลยีในการรักษาออก เพื่อให้เห็นแนวกลวิธีได้ดังนี้ 1. การถอนพิษยา เป็นการรักษาอาการของการที่ร่างกายขึ้นกับยา เพื่อจะได้หยุดยาได้ สำหรับผู้ที่ติดยานอนหลับ พวกบาร์บิทูเรต การถอนยาอาจมีอาการมากถึงกับเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เช่น อาการไข้สูง ชัก และช็อก การรักษาจึงต้อง อาศัยแพทย์ที่มีความรู้และอุปกรณ์เพียงพอ แต่ผู้ที่ติดยา ประเภทฝิ่น มอร์ฟีน และเฮโรอีน อาการถอนยาไม่รุนแรงนัก มีผู้ได้พยายามรวบรวมรายงานเรื่องนี้ปรากฏว่า ไม่มีหลักฐานว่า เคยมีผู้ใดเสียชีวิต จากอาการถอนยา จากยาประเภทฝิ่น มอร์ฟีน หรือเฮโรอีน ยกเว้นผู้ที่มีสุขภาพไม่ดี และมีโรคร้ายแรงอยู่ในร่างกาย การถอนพิษยา สำหรับผู้ติดเฮโรอีนจึงอาจใช้วิธี หยุดยาไปเฉยๆ และให้ทนทรมานไปจนกว่าจะพ้นระยะ อาการถอนยาในเวลา ๕-๗ วัน บางคนก็อ้างว่าวิธีการ ถอนยาแบบนี้ เป็นการลงโทษ และใช้เป็นการสั่งสอน ผู้ติดยาให้ไม่กล้าที่จะไปติดยาอีก ในระยะถอนพิษยา หรือก่อนกลับไปใช้อีก ผู้ติดยาไม่ต้องใช้เงินในการซื้อยา ก็ย่อมเกิดประโยชน์ ในการลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ และลดอาชญากรรม ลงได้ แม้ว่าเขาจะกลับไปติดใหม่ก็ตาม เมื่อติดใหม่ ก็ใช้ยาในขนาดน้อยกว่าเดิมด้วย 2. การปรับปรุงแก้ไขจิตใจ และบุคลิกภาพ การปรับปรุงแก้ไขด้านจิตใจ เพื่อให้สามารถหยุดยาได้ตลอดไป หรือลดปัญหาลง เทคนิค ในการแก้ไขด้านจิตใจมีอยู่มากมายหลายแบบตัวอย่าง เช่น – การรักษาทางจิต ด้วยวิธีการต่างๆทาง จิตเวชศาสตร์ เช่น จิตวิเคราะห์ จิตบำบัด เป็นต้น – การอบรมและให้คำปรึกษาด้วยจิตแพทย์ พระภิกษุ นักบวช นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลอื่น – การฝึกวินัย เช่น การให้มีชีวิตในที่คุมขัง หรือโรงเรียน หรือโรงพยาบาลที่จำกัดขอบเขต และมี ระเบียบวินัยที่เข้มงวด ตลอดจนการมีระบบลงโทษ และให้รางวัลเพื่อปรับปรุงอุปนิสัย – อาชีวะบำบัด ใช้การทำงานเป็นเครื่อง รักษาให้มีเครื่องยึดเหนี่ยว แล้วใช้การฝึกอบรมสั่งสอน และวิธีการต่างๆ เป็นเครื่องช่วยปรับปรุงจิตใจ – ชุมชนบำบัด เป็นวิธีการที่สร้างชุมชนจำลองขึ้น ให้ผู้ที่เคยติดยาเสพติดได้ปรับจิตใจของตนเอง ให้สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ ส่วนใหญ่จะมีผู้เคยติดยาที่ได้เลิกเด็ดขาดแล้ว เป็นผู้ดำเนินการ และช่วยเหลือ เทคนิคที่ใช้ในชุมชนบำบัดนี้ มีอยู่หลาย แบบ ทั้งด้านการสร้างความเห็นอกเห็นใจ การให้ความ ช่วยเหลือ การให้คำปรึกษา หรือการสร้างระเบียบวินัย การสร้างนิสัยการทำงาน การสร้างความรับผิดชอบ บางแห่งมีการใช้เทคนิคการเผชิญหน้า โดยให้ผู้ที่อยู่ในชุมชนได้โต้เถียงและวิพากษ์วิจารณ์กัน เพื่อให้เกิดการระลึกตนเองได้ – การฝึกสมาธิ การบวชเรียน ก็อาจใช้เป็นวิธี ปรับปรุงจิตใจได้ – การแก้ไขปรับปรุงจิตใจ สำหรับผู้ติดยาเสพติด นี้ เห็นได้ชัดว่ากระทำได้ลำบากและหวังผลได้ยาก จะต้องใช้เวลานาน และค่อยๆ เปลี่ยน และปรับไปทีละน้อย ต่างคนก็อาจมีปฏิกิริยาและผลแตกต่างกันออกไป 3. การสร้างเครื่องยึดเหนี่ยว ผู้ที่ติดยาเสพติดมีบุคลิกภาพที่ไม่ดีอยู่เดิม และเปลี่ยนไปจากการติดยาเพิ่มเติมขึ้นอีก ตลอดจน สภาพการที่จิตใจขึ้นกับยา ยังคงอยู่เป็นเวลานาน การปรับปรุงการแก้ไขสภาพจิตใจอาจจะกระทำได้ไม่เต็มที่ การสร้างสิ่งยึดเหนี่ยว อาจช่วยให้ผลการบำบัดรักษาดีขึ้น ตัวอย่างของสิ่งยึดเหนี่ยว ได้แก่ – การให้คำมั่นสัญญากับตนเอง หรือผู้ที่เป็นที่เคารพนับถือ รวมทั้งการให้สัตว์ปฏิญาณ – การบนบาน และความกลัวถึงโทษที่จะเกิดขึ้นจากการกลับสาบาน – การคุมประพฤติ ที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ทำ การตรวจเป็นระยะๆ เพื่อดูว่า กลับไปใช้ยาเสพติดอีกหรือไม่ รวมทั้งการตรวจปัสสาวะหายาเสพติด ตลอดไปถึงการถูกลงโทษ ถ้าตรวจพบ – การใช้ยาต้านฤทธิ์ยาเสพติด (narcotic antagonist) วิคเลอร์ (Wikler) ได้ศึกษาสรีรวิทยาของการ ติดยาเสพติด แล้วตั้งทฤษฎีว่า น่าจะใช้ยาต้านฤทธิ์ ยาเสพติดไปห้ามฤทธิ์ของยา ทำให้ผู้ติดยาที่ไปใช้ยาจะไม่ ได้ผลตามต้องการ เมื่อได้รับยาต้านฤทธิ์ยาเสพติดเข้า ไปในร่างกาย ยาจะไปจับกับจุดรับยาในสมอง ปัญหาที่มีในการใช้วิธีการนี้ ก็คือ ผู้ติดยาอาจ หยุดยานี้ไปชั่วคราว เพื่อกลับไปใช้เฮโรอีนเป็นระยะๆ ได้ 4. การแก้ไขสภาพแวดล้อม – การให้การฝึกอาชีพ การจัดหางาน การสังคมสงเคราะห์ อาจช่วยผู้ติดยาบางคนที่ไม่มีงานทำได้ มีความรู้ความสามารถ ในการทำมาหากิน มีรายได้ เมื่อกลับเข้าไปสู่สังคมอีกครั้งหนึ่ง – การให้คำปรึกษาหารือแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองของ ผู้ที่ติดยาเสพติดให้เข้าใจปัญหา และได้ช่วยกันแก้ไข เพื่อให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น โอกาสที่จะกลับไปใช้อีกจะได้น้อยลง – การจัดให้มีบริการสาธารณสุขเบื้องต้นในหมู่บ้านชาวไทยภูเขา ซึ่งใช้ฝิ่นเป็นยารักษาโรคก็เป็นการแก้ไขสภาพแวดล้อม เพื่อให้โอกาสที่จะต้องกลับไปใช้และติดฝิ่นอีกนั้น น้อยลง – การแก้ไขปัญหาสังคมส่วนรวม เช่น ปัญหาแหล่งมั่วสุม แหล่งอบายมุข ชุมชนแออัด ความยากจน การว่างงาน ตลอดจน ปัญหาเด็กวัยรุ่น และทัศนคติของสังคมต่อยาเสพติดและผู้ติดยาเสพติด จะมี ส่วนช่วยในการป้องกัน ไม่ให้ผู้ที่หยุดยาเสพติดแล้ว กลับไปใช้ใหม่อีก จะเห็นได้ว่า การแก้ไขสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งที่กระทำได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก แต่การรักษาที่ดีจะต้องมีเป้าหมายให้ผู้ติดยาเสพติด ได้กลับเข้าไปอยู่ในสังคม และสภาพแวดล้อม จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง 5. การรักษาเพื่อลดปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจของการติดยาเสพติด เพื่อลดปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจของการติดยาเสพติด การรักษาด้วยเป้าหมายเพียงลดปัญหา จึงเป็นเทคนิคที่จำเป็นต้องนำมาใช้ด้วย เช่น การใช้เฮโรอีนจ่ายให้แทนตลาดมืด การใช้เมทาโดนแทนเฮโรอีนระยะยาว ข้อเสียของวิธีการนี้มีมากขึ้นเมื่อมีการใช้มากขึ้น บางคนต้องใช้ยาขนาดมากจึงได้ผลตามต้องการ และทำให้ง่วง ในระยะหลังได้รับยาใหม่ๆ นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับการรักษาจะต้องเดินทางไปรับยาด้วยตนเองทุกวัน อันเป็น ความลำบาก […]