โคเคน Cocaine

โคเคนเป็นยาเสพติดให้โทษรุนแรงและทำให้ผู้เสพมีอาการติดยาอย่างหนัก ลองดูข้อมูลเหล่านี้เพื่อที่คุณจะได้รู้จักโคเคนและผลกระทบของมันมากยิ่งขึ้น โคเคนคืออะไร โคเคนเป็นยาเสพติดให้โทษรุนแรงและทำให้ผู้เสพมีอาการติดยาอย่างหนัก โคเคนเป็นยาเสพติดที่สกัดได้จากใบของต้นโคคา (coca plant) โคเคนถูกผลิตออกมาในรูปของผงแป้งสีขาวใช้สูดเข้าทางจมูก ส่วนโคเคนที่ถูกผลิตออกมาในรูปของก้อนผลึกจะเรียกว่า crack cocaine ซึ่งผู้เสพจะใช้ยาโดยการสูบผ่านกล้องยาสูบหรือผสมผงโคเคนกับน้ำเปล่าแล้วฉีดเข้าทางเส้นเลือด ผลข้างเคียงระยะสั้น โคเคนถือเป็นสารกระตุ้นประสาทชนิดหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ผู้เสพเมายาอย่างรวดเร็ว รู้สึกคึกคัก มีแรงกำลัง มีอารมณ์เคลิ้มสุข และสมองตื่นตัว เนื่องจากโคเคนจะกระตุ้นให้ระดับของสารโดพามีนในสมองมีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ยิ่งเสพโคเคนในปริมาณมากเท่าไหร่ระดับของโดพามีนก็จะสูงขึ้นมากเท่านั้น ส่งผลให้เกิดปัญหาการทำงานของระบบต่างๆ ในสมอง วิธีการเสพโคเคนจะทำให้เกิดอาการเมายาที่แตกต่างกันออกไป เช่น หากเสพด้วยวิธีการสูดผงเข้าทางจมูก ผู้เสพจะมีอาการเมายา 15-30 นาที ส่วนการสูบหรือการฉีดเข้าเส้นเลือดจะทำให้ยาออกฤทธิ์รุนแรงมากกว่า แต่จะมีอาการเมายาในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 5-10 นาทีเท่านั้น ผลข้างเคียงระยะสั้น ดังนี้ หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ ภาวะความดันโลหิตและอุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ เกิดอาการบดกรามและขบฟันขณะนอนหลับ เบื่ออาหารและนอนไม่หลับ มีอารมณ์เคลิบเคลิ้มมีความสุขและคุยเก่ง รู้สึกอ่อนล้าเหมือนพักผ่อนไม่เพียงพอ มีอารมณ์หงุดหงิดและหวาดระแวง การเสพโคเคนเกินขนาดจะเป็นอันตราย ทำให้ผู้เสพมีพฤติกรรมรุนแรงและมีอารมณ์แปรปรวน การเสพยาที่มากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดอาการป่วยที่รุนแรงหรือเกิดภาวะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย เช่น หัวใจวาย เส้นเลือดอุดตัน ชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้ในที่สุด นอกจากนี้ การเสพโคเคนเพียงครั้งแรกและครั้งเดียวยังสามารถทำให้ผู้เสพชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้ ผลข้างเคียงระยะยาว โคเคนจะทำให้ผู้เสพมีอาการติดยาอย่างหนัก และอาการจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พวกเขาต้องเสพโคเคนในปริมาณที่มากขึ้นและถี่ขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้เสพทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันหรือหลอดเลือดแตกและหัวใจวายฉับพลันได้ ผู้ที่เสพโคเคนด้วยการสูดเข้าทางจมูกอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานจะทำให้ประสาทสัมผัสเกี่ยวกับการรับกลิ่นบกพร่องและมีปัญหาทางช่องจมูก พวกเขามักมีอาการเลือดกำเดาไหล เสียงแหบแห้ง กลืนอาหารไม่ได้ นอกจากนี้ การฉีดยาเข้าเส้นเลือดยังทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไวรัสตับ หรือไวรัสเอดส์ การใช้โคเคนเกินขนาดภายในครั้งเดียวจะทำให้พวกเขารู้สึกกระสับกระส่าย หงุดหงิด และฉุนเฉียว นอกจากนี้ยังมีอาการทางจิต เช่น หวาดกลัว หูแว่ว และหลงอยู่ในภาพจินตนาการที่ตนสร้างขึ้น ผลข้างเคียงระยะยาวอื่นๆ ดังนี้ *อาการติดเชื้อในลำไส้ที่เป็นผลมาจากการไหลเวียนของเลือดที่ลดลง *ร่างกายอ่อนเพลีย *คลื่นไส้และปวดท้องน้อย *ปวกศีรษะและแน่นหน้าอก *เบื่ออาหาร เกิดภาวะการขาดสารอาหาร *มีภาวะซึมเศร้าและมีปัญหาทางจิตอื่นๆ *ปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา การเสพโคเคนร่วมกับยาเสพติดอื่นอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต จากการศึกษาวิจัยพบว่า การเสพโคเคนร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำให้ผู้เสพเสียชีวิตได้ จะเห็นได้ว่ายาเสพติดชนิดนี้เป็นอันตรายต่อชีวิตมาก โคเคนถูกจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ที่ออกฤทธิ์รุนแรงและการใช้ทางการแพทย์จะต้องได้รับการควบคุมและดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การเสพ ครอบครอง จำหน่าย นำเข้า หรือส่งออก จะต้องได้รับโทษทางกฎหมาย หากเสพติดแล้วจะเลิกอย่างไรดี การเลิกโคเคนถือเป็นเรื่องยากและการเลิกที่ได้ผลคือการเข้ารับการรักษาในศูนย์บำบัดยา โดยวิธีการปรับพฤติกรรมหรือพฤติกรรมบำบัดร่วมกับการรักษาอื่นๆ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มียาตัวใดสามารถรักษาอาการเสพติดโคเคนได้ หากคุณกำลังเสพติดโคเคน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือนักบำบัดเพื่อเข้าร่วมกลุ่มบำบัด วิธีการนี้จะช่วยให้การเลิกยาของคุณได้ผลมากขึ้น หลีกเลี่ยงการทดลองหรือการเสพ เนื่องจากโอกาสที่ผู้เสพจะติดโคเคนนั้นมีสูงมาก โดยสามารถเสพติดได้จากการลองเพียงครั้งเดียว และโคเคนยังสามารถคร่าชีวิตผู้เสพได้จากการใช้เพียงครั้งเดียวเช่นกัน ดังนั้น คุณไม่ควรลองหรือเสพโคเคน เพราะถึงแม้มันไม่ได้คร่าชีวิตคุณ แต่มันอาจทำให้ชีวิตทั้งชีวิตของคุณพังลงได้

Heroin เฮโรอีน

เฮโรอีนเป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์รุนแรงสังเคราะห์ได้จากเมล็ดฝิ่น บทความที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะทำให้คุณรู้จักเฮโรอีนและอันตรายจากการเสพมากขึ้น เฮโรอีนคืออะไร เฮโรอีนเป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์รุนแรงสังเคราะห์ได้จากเมล็ดฝิ่น สาเหตุที่ยังมีผู้เสพเฮโรอีนนั่นเพราะเมื่อเสพแล้วพวกเขาจะรู้สึกเพลิดเพลิน มีความสุข และสบายตัว แต่เฮโรอีนนำมาซึ่งผลกระทบที่รุนแรงและเป็นอันตราย หรืออาจเสียชีวิตได้จากการใช้ยาเกินขนาด เฮโรอีนจะมีลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาวหรือขาวเข้มจนถึงสีน้ำตาล หรืออาจมีลักษณะเป็นก้อนเหนียวสีน้ำตาลที่มีสารประกอบของทาร์เรียกว่า “black tar heroin” สีของเฮโรอีนสามารถบอกได้ถึงความบริสุทธิ์ของมันได้ โดยเฮโรอีนที่มีสีขาวขุ่นหรือสีน้ำตาลจะมีส่วนประกอบของสารเคมีอื่นๆ ร่วมด้วยซึ่งจะมีอันตรายมากกว่าสีขาวที่เป็นเฮโรอีนบริสุทธิ์ ผู้เสพจะใช้เฮโรอีนโดยการสูดเข้าทางจมูก สูบ หรือฉีดเข้าทางเส้นเลือด ผลข้างเคียงระยะสั้น เมื่อเสพเฮโรอีนเข้าสู่ร่างกาย มันจะออกฤทธิ์ต่อสมองโดยการแปลสภาพสสารให้กลายเป็นมอร์ฟีน และสสารที่กลายสภาพแล้วนี้จะส่งผลต่อระบบการทำงานของสมอง โดยเฉพาะกับต่อมโอปิออยด์ ซึ่งเป็นต่อมที่ทำหน้าที่ควบคุมความรู้สึกเจ็บปวดหรือความรู้สึกเป็นสุข นอกจากนี้ต่อมโอปิออยด์ยังมีหน้าที่ควบคุมการทำงานอื่นๆ ด้วย เช่น ระบบการหายใจและระบบความดันโลหิต ดังนั้น การเสพเฮโรอีนในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ฤทธิ์ของเฮโรอีนนั้นจะเกิดขึ้นเร็วมากโดยเฉพาะการฉีดเข้าเส้นเลือดและจะออกฤทธิ์อยู่ได้นานถึง 3-5 ชั่วโมง และเมื่อเฮโรอีนเข้าสู่สมองไม่นาน มันจะทำให้ผู้เสพเกิดอาการอิ่มเอมใจ มีความสุข มีอาการปากแห้ง และตัวแดงจากการไหลเวียนของเลือด นอกจากนี้ ยังเกิดความรู้สึกหนักมือ เท้า หรือขาด้วย และเมื่อยาหมดฤทธิ์ลง ผู้เสพจะมีอาการกึ่งง่วงกึ่งตื่น อาจทำให้เกิดอาการมึนเมาและสมองตื้อ ซึ่งเป็นอาการที่ยังไม่สร่างจากการเมายา เนื่องจากฤทธิ์ของยาได้ไปกดประสาทและระบบประสาทส่วนกลางไว้นั่นเอง ผลข้างเคียงระยะสั้น ดังนี้ *พูดช้าและไม่ชัด *เปลือกตาปิด รูม่านตาหดตัว และมองเห็นไม่ชัดในเวลากลางคืน *ง่วงซึม *รู้สึกว่าตนเองไม่เชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ โดยรอบหรือรู้สึกแปลกแยก *เพ้อคลั่ง ขาดสติ *คลื่นไส้ อาเจียน *ผลข้างเคียงระยะยาว การเสพเฮโรอีนอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะทำให้ผู้เสพมีอาการดื้อยา และทำให้ต้องเสพยาในปริมาณที่มากขึ้นจนทำให้เสพติดเฮโรอีนในที่สุด เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ที่เสพเฮโรอีนด้วยการฉีดยาเข้ากระแสเลือดจะเกิดภาวะเส้นเลือดหดตัว ทำให้เกิดปัญหาต่อการไหลเวียนของเลือดในบริเวณนั้นๆ นอกจากนี้ การเสพเฮโรอีนเป็นระยะเวลานานยังทำให้เกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับปอดได้ เช่น โรคปอดอักเสบหรือวัณโรค เป็นต้น ผลข้างเคียงระยะยาว ดังนี้ ติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นโรคตับหรือโรคไต เป็นฝีขนาดใหญ่จากการติดเชื้อจากวิธีการฉีดยาเข้าเส้นเลือด ปัญหาอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา เฮโรอีนถือเป็นยาสเสพติดชนิดหนึ่งที่ทำให้ผู้เสพเสี่ยงต่อการใช้ยาเกินขนาดไม่ว่าจะเป็นการเสพวิธีใดก็ตาม และจะทำให้ผู้เสพมีอาการหายใจแผ่วและช้าลง ชัก และเสียชีวิตได้ หากเสพด้วยวิธีการฉีดเข้าเส้นเลือด ผู้เสพจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ ไวรัสตับ หรือเชื้อไวรัสอื่นๆ เพราะผู้เสพส่วนใหญ่มีการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน กลุ่มคนที่เสพเฮโรอีนจะไม่มีทางทราบได้เลยว่ายาที่พวกเขาเสพนั้นบริสุทธิ์มากน้อยเพียงใด เนื่องจากผงเฮโรอีนมักถูกผสมด้วยสารประกอบต่างๆ เช่น น้ำตาล แป้ง ยาควินีน และสารพิษต่างๆ อย่างยาเบื่อหนู โดยส่วนประกอบเหล่านี้จะส่งผลร้ายและเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ที่เสพยาเกินขนาด นอกจากนี้ ยังส่งผลร้ายแรงถาวรต่อระบบสมอง ปอด ไต และตับ การเสพเฮโรอีนในหญิงมีครรภ์ จะทำให้เกิดภาวะแท้งเฉียบพลันหรือเด็กที่คลอดออกมาจะมีน้ำหนักตัวน้อยมากผิดปกติ และเด็กที่เกิดจากแม่ที่ติดเฮโรอีนพวกเขาจะเสพติดเช่นกัน นอกจากนี้ยังทำให้มีปัญหาทางสุขภาพอื่นๆ ตามมาทำให้ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เฮโรอีนถูกจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เนื่องจากเฮโรอีนเป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์รุนแรงและมีอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งยังไม่มีประโยชน์ใดๆ ทางการแพทย์ ดังนั้น ผู้ที่ผลิต จำหน่าย ครอบครอง และเสพ ต้องได้รับโทษทางกฎหมายทั้งถูกปรับและจำคุก แล้วจะเลิกเสพเฮโรอีนได้อย่างไร เมื่อติดเฮโรอีนแล้วก็ยากนักที่จะเลิกได้ ผู้เสพส่วนใหญ่ที่พยายามเลิกต้องพบกับอุปสรรคจากอาการถอนยาที่รุนแรง อาการของผู้ที่กำลังพยายามเลิกเฮโรอีนจะมีอาการลงแดงเกิดขึ้นเร็วมากภายใน 6-12 ชั่วโมง หลังจากการเสพครั้งสุดท้าย และจะมีอาการอยู่ถึง 5-12 วันเมื่อไม่เสพยา อาการต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เลิกยา ดังนี้ *นอนไม่หลับ *เกิดภาวะซึมเศร้า *รู้สึกกระสับกระส่าย *ปวดกระดูกและกล้ามเนื้อ *ท้องร่วง *อาเจียน *รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ สลับไปมา *มือ เท้า หรือกล้ามเนื้อกระตุก *มีอาการลงแดงอย่างหนัก การเสพติดเฮโรอีนในผู้ที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่งเมื่อผู้นั้นต้องการเลิกยาเพราะการถอนยาอาจทำให้พวกเขาเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เลิกยาได้แล้วก็ยังมีความต้องการยาได้แม้จะผ่านมาหลายปี โดยเฉพาะ เมื่อพวกเขาอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงที่ทำให้คิดถึงพฤติกรรมการเสพยา ดังนั้น ผู้ที่สามารถเลิกยาได้ส่วนใหญ่จะกลับไปเสพมันอีกครั้ง การรักษาอาการเสพติดเฮโรอีนโดยการใช้เภสัชบำบัดร่วมด้วยจะเป็นการช่วยผู้ป่วยจากอาการถอนยาอันทรมานและช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยกลับไปเสพยาอีก ซึ่งการรักษาแบบเภสัชบำบัดนี้จะต้องได้รับคำแนะนำและการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือนักบำบัดเฉพาะทางเท่านั้น อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมบำบัดก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยหลุดจากภาวะอาการเสพติดยาได้เช่นกัน รวมไปถึง การเข้าร่วมกลุ่มบำบัดเพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งยา ดังนั้น การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือ การรักษาแบบเภสัชบำบัดร่วมกับพฤติกรรมบำบัด หลีกเลี่ยงการทดลองหรือการเสพ โอกาสที่ผู้เสพเฮโรอีนจะติดยานั้นมีมากกว่าการเสพยาชนิดอื่นๆ แม้จะเป็นการเสพครั้งแรกหรือเพียงครั้งเดียวเท่านั้นและอาจถึงขึ้นทำให้ผู้เสพเสียชีวิตได้เลยทีเดียว ดังนั้น คุณต้องพยายามไม่ให้ตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเสพเฮโรอีนไม่ว่าจะกรณีใดๆ ก็ตาม คุณไม่ควรใส่ใจคำชักชวนหรืออาจต้องพยายามอดทนกับภาวะกดดันจากกลุ่มเพื่อนให้ได้เพื่อรักษาชีวิตอันมีค่าของคุณไว้ เพราะถึงแม้เฮโรอีนอาจไม่ได้คร่าชีวิตคุณแต่มันอาจทำลายชีวิตคุณทั้งชีวิตได้เลยทีเดียว

โทษของ: กัญชา

กัญชาจะออกฤทธิ์หลายอย่างกับระบบประสาทส่วนกลาง โดยจะกระตุ้นการกดประสาทและทำให้ผู้เสพเกิดอาการประสาทหลอน สารที่อยู่ในกัญชานั้นมีด้วยกันหลายชนิด ทว่าสารสำคัญที่สุดที่ออกฤทธิ์นั้นจะมีผลต่อสมองและร่างกาย ผู้เสพจะมีภาวะอารมณ์และจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในเบื้องต้นฤทธิ์จากกัญชาจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ทำให้ผู้เสพเกิดความตื่นเต้น ตื่นตัว คุยเก่ง สนุกสนานและหัวเราะร่าเริงได้ตลอดเวลา แต่ในเวลาต่อมาจะเข้าไปกดประสาท ส่งผลให้มีอาการเหมือนเมาสุราอ่อนๆ และมีอาการง่วงซึม   อย่างไรก็ตาม หากร่างกายได้รับปริมาณสารเสพติดชนิดนี้เข้าไปมากเกินขนาดก็จะเกิดภาวะประสาทหลอน เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ระบบความคิดเกิดการสับสน มึนงง ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ กระทั่งในที่สุด ฤทธิ์จากกัญชาก็จะเข้าไปทำลายสมอง ปอดและทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้เสื่อมสภาพทรุดโทรมต่อไป  

โทษของ: ยาบ้า

ยาบ้า (ยาม้า เมทแอมเฟตามีน หรือแอมเฟตามีน) มีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีส้ม แดง น้ำตาล เขียว มีอักษร WY, Y, R ออกฤทธิ์โดยการเข้าไปกระตุ้นประสาท ทำให้ผู้เสพมีอาการติดยาทั้งทางร่างกายและจิตใจ เมื่อฤทธิ์ยาเข้าสู่ร่างกายในช่วงระยะแรกที่เสพใหม่ๆ มันจะออกฤทธิ์กระตุ้นร่างกายให้เกิดการตื่นตัว ไม่ง่วง ตื่นตัวมีกำลังวังชา ทำให้อัตราการเต้นของจังหวะหัวใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูง มีอาการใจสั่น ตึงเครียด เมื่อฤทธิ์ยาหมดลงผู้เสพจะมีอาการอ่อนเพลียมากกว่าปกติ ระบบสั่งการทางสมองทำงานช้าลง การตัดสินใจช้าและเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้   หากยังคงเสพยาบ้าติดต่อกันเป็นเวลานานหรือเสพมากเกินขนาด ฤทธิ์ยาก็จะยิ่งทำลายสมองให้เสื่อม มีอาการประสาทหลอน เกิดภาพลวงตา วิตกกังวล หวาดระแวง เสียสติ คลุ้มคลั่งเป็นบ้าจนสามารถทำร้ายผู้อื่นและตนเองได้ และหากเสพยาเข้าไปมากเกินปริมาณ ฤทธิ์ยาจะเข้าไปกดประสาทและระบบหายใจ ส่งผลให้เกิดภาวะหมดสติและทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด

สาเหตุของการติดยาเสพติด2

สาเหตุของการติดยาเสพติด

ปัญหาการติดยาเสพติดนี้ถือว่ามันเป็นเรื่องที่ป้องกันยากพอใช้ได้เลย เพราะเด็กดีๆบางคนที่พ่อแม่ก็ให้การเลี้ยงดูอย่างดีแล้วแต่ก็ยังไปยุ่งกับสารเสพติดจนได้ ซึ่งที่พบเห็นกันมากเลยก็คือ แอลกฮอล์ สาเหตุการติดยาเสพติด/สิ่งเสพติด ซึ่งอาจจะไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดแต่ก็เป็นปัญหาส่วนใหญ่ของการเสพสิ่งเสพติดได้แก่ 1. มีความอยากรู้ อยากทดลอง ด้วยความคึกคะนอง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ 2. เพื่อน คนรอบข้างชวนให้ลอง และผู้นั้นบางครั้งก็ต้องเสพสิ่งเสพติดเข้าไปเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อนๆ 3. ขาดความระมัดระวังในการใช้ยาบางประเภทเพราะคุณสมบัติของยาบางชนิดนั้นอาจจะทำให้ผู้ใช้ยานั้นเกิดการเสพติดได้โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว หากผู้ใช้ใช้ยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยขาดการแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร 4. สภาพหรือสิ่งแวดล้อม มีการค้าสิ่งเสพติดหรือมีการระบาดของยาเสพติดมีการค้ายาเสพติด 5. การถูกหลอกให้ใช้สารเสพติดโดยผู้เสพไม่รู้ 6. ปัญหาชีวิตหรือเมื่อเจอปัญหาแล้วไม่สามารถหาทางแก้ปัญหาได้ ไม่รู้จะพูด จะคุย จะแก้ปัญหานั้นอย่างไร จึงเป็นเหตุให้หันเหสู่ยาเสพติดได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ความรัก ความอบอุ่น และการดูแลของครอบครัวจะเป็นเกราะป้องกันยาเสพติดได้เป็นอย่างดี บางท่านอาจจะมีชุดตรวจสารเสพติดเก็บไว้ในตู้สามัญประจำบ้านเลยก็(ชุดตรวจ 1 ชุดนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 2-3 ปี ซื้อชุดตรวจเก็บติดบ้านไว้ก็ไม่เสียหาย) แต่ให้ดีควรให้ความรู้ความเข้าใจของการใช้ยาเสพติดให้กับลูกหลานท่านทราบอย่างเช่นพาพวกเค้าไปดูสถานบำบัดคนติดยาเสพติดก็ได้ แค่นี้ก็จะทำให้ลูกหลานได้รู้ได้เห็นว่ามันทรมานขนาดไหน สิ่งเสพติดมีแต่ผลเสีย และก็เสียอย่างเดียว

ลักษณะคนติดยา

สังเกตุลักษณะของผู้ติดยาเสพติด

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย – สุขภาพ ทรุดโทรมผอมซูบซีด – ริมฝีปากเขียวคล้ำ แห้งแตก – ผิวหนังหยาบกร้าน เป็นแผลพุพอง – น้ำมูกน้ำตาไหล เหงื่อออกมาก – มักใส่แว่นกรองแสงสีเข้ม เพื่อต่อสู้กับแสงสว่างเพราะม่านตาขยาย – มีร่องรอยการเสพยาโดยการฉีด นิ้วมือมีรอยคราบเหลืองสกปรก – มีรอยแผลเป็นที่ท้องแขนเป็นรอยกรีด ด้วยของมีคม (ทำร้ายตนเอง) การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ความประพฤติ และบุคลิกภาพ – ขาดการเรียน หนีโรงเรียน การเรียนด้อยลงสติปัญญาเสื่อม การงานบกพร่อง – ไม่สนใจต่อสิ่งแวดล้อม ชอบแยกตัวเอง หลบซ่อนตัว ทำตัวลึกลับ – เป็นคนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิด เอาแต่ใจตนเอง ขาดเหตุผล พูดจาก้าวร้าว ดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง สามารถทำร้ายบิดามารดาได้ – ไม่สนใจความเป็นอยู่ของตนเอง แต่งกายไม่สุภาพเรียบร้อย สกปรก – สีหน้าแสดงความผิดหวังกังวล ซึมเศร้า – พกอุปกรณ์เกี่ยวกับยาเสพติด เช่น เข็มฉีดยา กระดาษตะกั่ว ไม้ขีดไฟ เมื่อขาดยาเสพติดจะมีอาการอยากยาเสพติดเกิดขึ้นเช่น – มีอาการน้ำมูก น้ำตาไหล หาวนอน จามคล้ายเป็นหวัด – กระสับกระส่าย กระวนกระวาย หายใจถี่ลึก จ้องหาแต่ยาเสพติด จะขวนขวายหามาเสพไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ – คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน อาจมีเลือดปนออกมาด้วย เรียกว่า ลงแดง – ขนลุก เหงื่อออก เป็นตะคริว กล้ามเนื้อกระตุก ขบฟัน ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดเสียวในกระดูกดิ้นทุรนทุราย – มีไข้และความดันโลหิต ชักกระตุก นอนไม่หลับ คลุ้มคลั่ง เสียสติ

ผู้ติดยาเสพติด

วิธีการบำบัดรักษาของผู้ติดยาเสพติด

การติดยาเสพติดเป็นโรคชนิดหนึ่ง ที่ผู้ติดยาเสพติดเป็นผู้ป่วยที่มีสภาพจิตผิดปกติ การแก้ปัญหาก็เป็นการให้การรักษา และหากเห็นว่า ผู้ติดยาเสพ ติด เป็นผู้โชคร้ายที่เป็นเหยื่อของปัญหาสังคม เขาก็ควร ได้รับการช่วยเหลือ วิธีการบำบัดรักษาของผู้ติดยาเสพติด ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่เป็นที่ยอมรับ และมีหลักฐานว่า เป็นวิธีที่ได้ผลแน่นอน อาจแบ่งเทคโนโลยีในการรักษาออก เพื่อให้เห็นแนวกลวิธีได้ดังนี้ 1. การถอนพิษยา เป็นการรักษาอาการของการที่ร่างกายขึ้นกับยา เพื่อจะได้หยุดยาได้ สำหรับผู้ที่ติดยานอนหลับ พวกบาร์บิทูเรต การถอนยาอาจมีอาการมากถึงกับเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เช่น อาการไข้สูง ชัก และช็อก การรักษาจึงต้อง อาศัยแพทย์ที่มีความรู้และอุปกรณ์เพียงพอ แต่ผู้ที่ติดยา ประเภทฝิ่น มอร์ฟีน และเฮโรอีน อาการถอนยาไม่รุนแรงนัก มีผู้ได้พยายามรวบรวมรายงานเรื่องนี้ปรากฏว่า ไม่มีหลักฐานว่า เคยมีผู้ใดเสียชีวิต จากอาการถอนยา จากยาประเภทฝิ่น มอร์ฟีน หรือเฮโรอีน ยกเว้นผู้ที่มีสุขภาพไม่ดี และมีโรคร้ายแรงอยู่ในร่างกาย การถอนพิษยา สำหรับผู้ติดเฮโรอีนจึงอาจใช้วิธี หยุดยาไปเฉยๆ และให้ทนทรมานไปจนกว่าจะพ้นระยะ อาการถอนยาในเวลา ๕-๗ วัน บางคนก็อ้างว่าวิธีการ ถอนยาแบบนี้ เป็นการลงโทษ และใช้เป็นการสั่งสอน ผู้ติดยาให้ไม่กล้าที่จะไปติดยาอีก ในระยะถอนพิษยา หรือก่อนกลับไปใช้อีก ผู้ติดยาไม่ต้องใช้เงินในการซื้อยา ก็ย่อมเกิดประโยชน์ ในการลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ และลดอาชญากรรม ลงได้ แม้ว่าเขาจะกลับไปติดใหม่ก็ตาม เมื่อติดใหม่ ก็ใช้ยาในขนาดน้อยกว่าเดิมด้วย 2. การปรับปรุงแก้ไขจิตใจ และบุคลิกภาพ การปรับปรุงแก้ไขด้านจิตใจ เพื่อให้สามารถหยุดยาได้ตลอดไป หรือลดปัญหาลง เทคนิค ในการแก้ไขด้านจิตใจมีอยู่มากมายหลายแบบตัวอย่าง เช่น – การรักษาทางจิต ด้วยวิธีการต่างๆทาง จิตเวชศาสตร์ เช่น จิตวิเคราะห์ จิตบำบัด เป็นต้น – การอบรมและให้คำปรึกษาด้วยจิตแพทย์ พระภิกษุ นักบวช นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลอื่น – การฝึกวินัย เช่น การให้มีชีวิตในที่คุมขัง หรือโรงเรียน หรือโรงพยาบาลที่จำกัดขอบเขต และมี ระเบียบวินัยที่เข้มงวด ตลอดจนการมีระบบลงโทษ และให้รางวัลเพื่อปรับปรุงอุปนิสัย – อาชีวะบำบัด ใช้การทำงานเป็นเครื่อง รักษาให้มีเครื่องยึดเหนี่ยว แล้วใช้การฝึกอบรมสั่งสอน และวิธีการต่างๆ เป็นเครื่องช่วยปรับปรุงจิตใจ – ชุมชนบำบัด เป็นวิธีการที่สร้างชุมชนจำลองขึ้น ให้ผู้ที่เคยติดยาเสพติดได้ปรับจิตใจของตนเอง ให้สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ ส่วนใหญ่จะมีผู้เคยติดยาที่ได้เลิกเด็ดขาดแล้ว เป็นผู้ดำเนินการ และช่วยเหลือ เทคนิคที่ใช้ในชุมชนบำบัดนี้ มีอยู่หลาย แบบ ทั้งด้านการสร้างความเห็นอกเห็นใจ การให้ความ ช่วยเหลือ การให้คำปรึกษา หรือการสร้างระเบียบวินัย การสร้างนิสัยการทำงาน การสร้างความรับผิดชอบ บางแห่งมีการใช้เทคนิคการเผชิญหน้า โดยให้ผู้ที่อยู่ในชุมชนได้โต้เถียงและวิพากษ์วิจารณ์กัน เพื่อให้เกิดการระลึกตนเองได้ – การฝึกสมาธิ การบวชเรียน ก็อาจใช้เป็นวิธี ปรับปรุงจิตใจได้ – การแก้ไขปรับปรุงจิตใจ สำหรับผู้ติดยาเสพติด นี้ เห็นได้ชัดว่ากระทำได้ลำบากและหวังผลได้ยาก จะต้องใช้เวลานาน และค่อยๆ เปลี่ยน และปรับไปทีละน้อย ต่างคนก็อาจมีปฏิกิริยาและผลแตกต่างกันออกไป 3. การสร้างเครื่องยึดเหนี่ยว ผู้ที่ติดยาเสพติดมีบุคลิกภาพที่ไม่ดีอยู่เดิม และเปลี่ยนไปจากการติดยาเพิ่มเติมขึ้นอีก ตลอดจน สภาพการที่จิตใจขึ้นกับยา ยังคงอยู่เป็นเวลานาน การปรับปรุงการแก้ไขสภาพจิตใจอาจจะกระทำได้ไม่เต็มที่ การสร้างสิ่งยึดเหนี่ยว อาจช่วยให้ผลการบำบัดรักษาดีขึ้น ตัวอย่างของสิ่งยึดเหนี่ยว ได้แก่ – การให้คำมั่นสัญญากับตนเอง หรือผู้ที่เป็นที่เคารพนับถือ รวมทั้งการให้สัตว์ปฏิญาณ – การบนบาน และความกลัวถึงโทษที่จะเกิดขึ้นจากการกลับสาบาน – การคุมประพฤติ ที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ทำ การตรวจเป็นระยะๆ เพื่อดูว่า กลับไปใช้ยาเสพติดอีกหรือไม่ รวมทั้งการตรวจปัสสาวะหายาเสพติด ตลอดไปถึงการถูกลงโทษ ถ้าตรวจพบ – การใช้ยาต้านฤทธิ์ยาเสพติด (narcotic antagonist) วิคเลอร์ (Wikler) ได้ศึกษาสรีรวิทยาของการ ติดยาเสพติด แล้วตั้งทฤษฎีว่า น่าจะใช้ยาต้านฤทธิ์ ยาเสพติดไปห้ามฤทธิ์ของยา ทำให้ผู้ติดยาที่ไปใช้ยาจะไม่ ได้ผลตามต้องการ เมื่อได้รับยาต้านฤทธิ์ยาเสพติดเข้า ไปในร่างกาย ยาจะไปจับกับจุดรับยาในสมอง ปัญหาที่มีในการใช้วิธีการนี้ ก็คือ ผู้ติดยาอาจ หยุดยานี้ไปชั่วคราว เพื่อกลับไปใช้เฮโรอีนเป็นระยะๆ ได้ 4. การแก้ไขสภาพแวดล้อม – การให้การฝึกอาชีพ การจัดหางาน การสังคมสงเคราะห์ อาจช่วยผู้ติดยาบางคนที่ไม่มีงานทำได้ มีความรู้ความสามารถ ในการทำมาหากิน มีรายได้ เมื่อกลับเข้าไปสู่สังคมอีกครั้งหนึ่ง – การให้คำปรึกษาหารือแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองของ ผู้ที่ติดยาเสพติดให้เข้าใจปัญหา และได้ช่วยกันแก้ไข เพื่อให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น โอกาสที่จะกลับไปใช้อีกจะได้น้อยลง – การจัดให้มีบริการสาธารณสุขเบื้องต้นในหมู่บ้านชาวไทยภูเขา ซึ่งใช้ฝิ่นเป็นยารักษาโรคก็เป็นการแก้ไขสภาพแวดล้อม เพื่อให้โอกาสที่จะต้องกลับไปใช้และติดฝิ่นอีกนั้น น้อยลง – การแก้ไขปัญหาสังคมส่วนรวม เช่น ปัญหาแหล่งมั่วสุม แหล่งอบายมุข ชุมชนแออัด ความยากจน การว่างงาน ตลอดจน ปัญหาเด็กวัยรุ่น และทัศนคติของสังคมต่อยาเสพติดและผู้ติดยาเสพติด จะมี ส่วนช่วยในการป้องกัน ไม่ให้ผู้ที่หยุดยาเสพติดแล้ว กลับไปใช้ใหม่อีก จะเห็นได้ว่า การแก้ไขสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งที่กระทำได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก แต่การรักษาที่ดีจะต้องมีเป้าหมายให้ผู้ติดยาเสพติด ได้กลับเข้าไปอยู่ในสังคม และสภาพแวดล้อม จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง 5. การรักษาเพื่อลดปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจของการติดยาเสพติด เพื่อลดปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจของการติดยาเสพติด การรักษาด้วยเป้าหมายเพียงลดปัญหา จึงเป็นเทคนิคที่จำเป็นต้องนำมาใช้ด้วย เช่น การใช้เฮโรอีนจ่ายให้แทนตลาดมืด การใช้เมทาโดนแทนเฮโรอีนระยะยาว ข้อเสียของวิธีการนี้มีมากขึ้นเมื่อมีการใช้มากขึ้น บางคนต้องใช้ยาขนาดมากจึงได้ผลตามต้องการ และทำให้ง่วง ในระยะหลังได้รับยาใหม่ๆ นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับการรักษาจะต้องเดินทางไปรับยาด้วยตนเองทุกวัน อันเป็น ความลำบาก […]

โทษยาเสพติด

โทษของยาเสพติด 10 ชนิดควรรู้ ที่อันตรายถึงชีวิตคุณ

“ยาเสพติด” ล้วนก่อให้เกิดโทษต่อชีวิตผู้เสพด้วยกันทั้งสิ้น ทำลายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ครอบครัวที่คุณรักและความมั่นคงของประเทศชาติ ด้วยเหตุนี้ เราจึงนำโทษจากสารเสพติดทั้ง 10 ชนิดมาแนะนำสามารถติดตามโทษของยาเสพติดในแต่ละชนิดได้เลยดังนี้ 1. ยาบ้า ยาบ้าออกฤทธิ์โดยการเข้าไปกระตุ้นประสาท ทำให้ผู้เสพมีอาการติดยาทั้งทางร่างกายและจิตใจ เมื่อฤทธิ์ยาเข้าสู่ร่างกายในช่วงระยะแรกที่เสพใหม่ๆ มันจะออกฤทธิ์กระตุ้นร่างกายให้เกิดการตื่นตัว ทำให้อัตราการเต้นของจังหวะหัวใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูง มีอาการใจสั่น ตึงเครียด เมื่อฤทธิ์ยาหมดลงผู้เสพจะมีอาการอ่อนเพลียมากกว่าปกติ ระบบสั่งการทางสมองทำงานช้าลง การตัดสินใจช้าและเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้ หากยังคงเสพยาบ้าติดต่อกันเป็นเวลานาน ฤทธิ์ยาก็จะยิ่งทำลายสมองให้เสื่อม มีอาการประสาทหลอน เกิดภาพลวงตา หวาดระแวง เสียสติ คลุ้มคลั่งเป็นบ้าจนสามารถทำร้ายผู้อื่นและตนเองได้ และหากเสพยาเข้าไปมากเกินปริมาณ ฤทธิ์ยาจะเข้าไปกดประสาทและระบบหายใจ ส่งผลให้เกิดภาวะหมดสติและทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด 2. เฮโรอีน เฮโรอีนออกฤทธิ์โดยการเข้าไปกดระบบประสาท ส่งผลให้ผู้เสพมีอาการเสพติดทั้งทางร่างกายและจิตใจ เมื่อขาดยาจะมีอาการทางร่างกายที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนรุนแรง ตั้งแต่อาการปวดตามส่วนต่างๆ ได้แก่ กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ สันหลัง บั้นเอวและปวดศีรษะอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีอาการจุกภายในอกราวกับจะขาดใจตาย อ่อนเพลียอย่างหนัก มีอาการหนาวๆ ร้อนๆ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ทุรนทุรายอึดอัด ผู้ที่เสพติดหนักๆ บางรายอาจมีอาการชักตาตั้ง น้ำลายไหลฟูมปาก ม่านนัยต์ตาดำหดลง มึนงง หายใจไม่ออก ความจำเสื่อม และผู้เสพที่ติดเชื้อ HIV อยู่ก็จะเป็นผู้ที่แพร่เชื้อดังกล่าวให้ระบาดไปสู่ผู้อื่นต่อไป หากใช้เข็มฉีดยาหรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ผ่านการป้องกัน 3. ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี ยาดังกล่าวหลังจากเสพไปแล้วฤทธิ์ยาจะออกภายในเวลา 45 นาที ซึ่งฤทธิ์ยาสามารถอยู่ในร่างกายได้ยาวนานประมาณ 6 – 8 ชั่วโมง ยาชนิดนี้มักแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมเที่ยวกลางคืน โดยครั้งแรกตัวยาจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทเพียงแค่ระยะสั้นๆ จากนั้นจะออกฤทธิ์หลอนประสาท ส่งผลให้ผู้เสพมีอาการติดยาทางด้านจิตใจในเวลาต่อมา นอกจากนี้ ผู้เสพยังมีอาการใจสั่น ระดับความดันโลหิตสูง เหงื่อออกเยอะ เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับระบบประสาทการรับรู้ทั้งหมด ส่งผลทั้งการได้ยินและการมองเห็นแสงสีต่างๆ ที่มีความผิดปกติไปจากความจริง อีกทั้งยังทำให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้ม และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ 4. โคเคน โคเคนออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นระบบประสาท ทำให้ผู้เสพมีการเสพติดทางด้านร่างกายเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีและปริมาณที่เสพเข้าไป มีผลทางด้านจิตใจ แต่กับทางร่างกายอาจมีอาการขาดยาบ้างหากก็ไม่รุนแรงเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์จากโคเคนจะส่งผลให้ผู้เสพมีระดับความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นอย่างรุนแรง กระวนกระวาย มีไข้ นอนไม่หลับ ผนังจมูกขาดเลือดส่งผลให้เยื่อบุโพรงจมูกฝ่อมีการฉีกขาดหรือทะลุ สมองจะได้รับการถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ทำให้มีอาการชัก เลือดออกในสมอง เกิดเนื้อสมองตายในบางส่วน เมื่อหัวใจได้รับการกระตุ้นอยู่เสมอก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพลงทีละน้อยๆ จนกระทั่งหัวใจไม่สามารถบีบตัวต่อไปได้ไหวและทำให้ผู้เสพมีภาวะหัวใจล้มเหลวในที่สุด นอกจากนี้แล้ว หากยังคงเสพติดต่อกันเป็นเวลานาน ยังทำให้เกิดโรคซึมเศร้าอย่างหนักได้ด้วย 5. ยาเค ยาเคเป็นสารเสพติดที่หากเสพเข้าสู่ร่างกายไปแล้วมันจะออกฤทธิ์หลอนประสาทได้อย่างรุนแรงมาก โดยผู้เสพจะมีอาการเคลิบเคลิ้ม เข้าใจผิดคิดว่าตนเองเป็นผู้ที่มีอำนาจวิเศษ การรับรู้และการตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการมองภาพ แสง สีและการได้ยินเสียง ซึ่งจะมีอาการสูญเสียกระบวนการคิดร่วมด้วย นอกจากนี้ ผู้เสพยังมีอาการตาลาย ร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวอย่างสัมพันธ์กันได้ หากยังคงเสพต่อไปจนมากเกินปริมาณก็จะก่อให้เกิดภาวะติดขัดในระบบหายใจ และถ้ายังคงใช้ยาดังกล่าวต่อไปอีก อาการเช่นนี้ก็จะยังคงปรากฎให้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ หรือที่เรียกว่า Flashback โดยจะส่งผลเสียทำให้ผู้เสพมีปัญหาโรคจิต เป็นคนวิกลจริต มีความคิดสับสน หูแว่ว ตาลาย การทำงานของสมองทางด้านการรับรู้และการตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวมีการเปลี่ยนไป อีกทั้งการเคลื่อนไหวทางด้านร่างกายยังไม่เป็นไปในจังหวะที่สัมพันธ์กันดังเดิมอีกด้วย 6. กัญชา กัญชาจะออกฤทธิ์หลายอย่างกับระบบประสาทส่วนกลาง โดยจะกระตุ้นการกดประสาทและทำให้ผู้เสพเกิดอาการประสาทหลอน สารที่อยู่ในกัญชานั้นมีด้วยกันหลายชนิด ทว่าสารสำคัญที่สุดที่ออกฤทธิ์นั้นจะมีผลต่อสมองและร่างกาย ผู้เสพจะมีภาวะอารมณ์และจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในเบื้องต้นฤทธิ์จากกัญชาจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ทำให้ผู้เสพเกิดความตื่นเต้น ตื่นตัว คุยเก่ง สนุกสนานและหัวเราะร่าเริงได้ตลอดเวลา แต่ในเวลาต่อมาจะเข้าไปกดประสาท ส่งผลให้มีอาการเหมือนเมาสุราอ่อนๆ และมีอาการง่วงซึม อย่างไรก็ตาม หากร่างกายได้รับปริมาณสารเสพติดชนิดนี้เข้าไปมากเกินขนาดก็จะเกิดภาวะประสาทหลอน เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ระบบความคิดเกิดการสับสน มึนงง ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ กระทั่งในที่สุด ฤทธิ์จากกัญชาก็จะเข้าไปทำลายสมอง ปอดและทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้เสื่อมสภาพทรุดโทรมต่อไป 7. กระท่อม ใบกระท่อมมีสารไมตราจัยนินที่จะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ผู้เสพจะมีอาการเสพติดทั้งทางร่างกาย (เล็กน้อย) แต่มีอาการเสพติดทางด้านจิตใจและอาจมีอาการขาดยาทางร่างกายเกิดขึ้น หากแต่ไม่รุนแรงนัก ฤทธิ์จากใบกระท่อมยังกระตุ้นให้ผู้เสพมีเรี่ยวแรงพลังมากมาย สามารถทำงานได้อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทนต่อสภาวะอากาศร้อนหนาวได้อย่างไม่รู้สึกรู้สา อย่างไรก็ดี โทษจากใบกระท่อมยังทำให้ผู้เสพมีสภาพผิวหนังที่แห้งดำไหม้เกรียม มึนงง ปากแห้ง ท้องผูก นอนไม่หลับ หนาวสั่นเมื่ออยู่ท่ามกลางอากาศชื้น นอกจากนี้ จิตใจยังสับสน โลเล ประสาทหลอน และสภาพร่างกายยังทรุดโทรมอย่างหนักอีกด้วย 8. มอร์ฟีน มอร์ฟีนจะออกฤทธิ์เข้าไปกดระบบประสาท ผู้เสพจะมีอาการเสพติดทั้งทางร่างกาย จิตใจ และมีอาการขาดยาทั้งทางร่างกายด้วย สำหรับอาการเสพติดที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกายคือ ผู้เสพจะมีอาการท้องผูก คลื่นเหียน อาเจียน คันหน้า ตาแดง ง่วงซึม สมองช้าเกิดอาการมึนๆ ชาๆ สติปัญญาเสื่อม ร่างกายทรุดโทรมอย่างหนักและไม่สนใจต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ 9. ฝิ่น ฝิ่นจะออกฤทธิ์เข้าไปกดระบบประสาท ส่งผลให้ผู้เสพมีอาการเสพติดทั้งทางร่างกาย จิตใจ และยังมีภาวะขาดยาทางร่างกายอีกด้วย กรณีที่เกิดการเสพติดเกินขนาดก็จะส่งผลให้ฤทธิ์ยาเข้าไปกดระบบการหายใจ ทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด นอกจากนี้ ผู้เสพยังมีจิตใจเลื่อนลอย โลเล สับสน มีอาการง่วงซึมตลอดเวลา ตาหรี่ พูดจาวกวนไม่รู้เรื่อง ความคิดทำงานเชื่องช้า และมีชีพจรเต้นในระดับช้าขึ้น 10. เห็ดขี้ควาย ห็ดขี้ควายเป็นสารเสพติดที่ออกฤทธิ์เข้าไปทำลายระบบประสาทได้อย่างรุนแรง โดยมีสารอันตรายสำคัญอย่างไซโลซีนและไซโลไซบีนผสมอยู่ สารทั้งสองชนิดนี้จะออกฤทธิ์หลอนประสาท ส่งผลให้ผู้เสพเกิดอาการมึนเมา เคลิบเคลิ้มและบ้าคลั่งได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ หากผู้เสพมีภาวะภูมิต้านทานน้อยอยู่แล้ว เมื่อเสพเข้าไปในปริมาณมากๆ ก็อาจส่งผลให้เสียชีวิตได้

hotelsmanchesterairport

ยาที่ใกล้เคียงกับยาเสพติด

มียาอื่นซึ่งมีคุณสมบัติ และการใช้คล้ายยาบ้า ยาอี และยาเคหรือไม่ ถ้ามีคือยาอะไรบ้าง? …..มียาและสารหลายตัว ที่มีคุณสมบัต กระตุ้นระบบประสาท คล้ายกับยาบ้าและยาอี ตัวอย่าง เช่น ยา Love (MDA) ซึ่งได้ชื่อมาจาก ผลของยาที่ทำให้ ผู้ใช้มีความขวยเขิน และความอับอายลดลง รู้สึกอยากพูดคุย ปฏิสันถานกับคนอื่น อีเฟรดีน โคเคน คาเฟอีน ส่วนยาและสาร ที่ทำให้เกิดภาวะ ประสาทหลอน คล้ายยาเค ได้แก่ PCP, LSD สารในเห็ดขี้ควาย กัญชา …..ยาเสพย์ติด ที่เริ่มเป็นปัญหา ของสังคมอึกตัวคือ โคเคน ซึ่งสะกัดแยก มาจากใบของต้นโคคา มีฤทธิ์และผลต่อร่างกาย และจิตใจคล้ายยาบ้ามาก แต่ก็มีข้อแตกต่าง อยู่บ้างบางประการ ประการแรก โคเคนมีผลอยู่ได้สั้น เพียงประมาน 30 นาที หลังจากใช้ยา ขณะที่ยาบ้า มีผลอยู่ได้นานถึง 4-6 ชั่วโมง ซึ่งคุณสมบัตินี้ ทำให้ในต่างประเทศ นิยมใช้โคเคน ในหมู่นักกีฬาอาชีพ และดารา เนื่องจากสามารถ เลือกใช้ผลยาตามเวลา ที่ต้องการได้ ประการที่สอง โคเคนเกิดการชินยา (Tolerance) ได้ช้า ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้อง เพิ่มปริมาณยาที่เสพย์ มากขึ้นทุกครั้ง ในการใช้ยา ขณะที่ยาบ้า เกิดการชินยาได้เร็ว ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณยา มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลกระตุ้น ระบบประสาท และจิตอารมณ์เหมือนเดิม ในบางครั้งต้องใช้ยา มากกว่าครั้งแรก 5-10 เท่า ซึ่งทำให้เสี่ยง ต่อพิษของยามากขึ้น ประการที่สาม โคเคนนั้นมีทางเลือก ในการเสพย์ มากกว่ายาบ้า สามารถเสพโดยการสูด หรือการนัตถุ์ยาได้ และประการสุดท้าย โคเคนมีราคาแพง มากกว่ายาบ้า

hotelsmanchesterairport_drug_b1

ห่างไกลจากยาเสพติด

หลักในการหลีกเลี่ยงและป้องกันการติดสิ่งเสพย์ติด  1. เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ครู และคนอื่นๆ ที่น่านับถือและหวังดี (จริงๆ) 2. เมื่อมีปัญหาควรปรึกษาครอบครัว ครู หรือผู้ใหญ่ที่น่านับถือ ไม่ควรเก็บปัญหานั้นไว้หรือหาทางลืมปัญหาโดยใช้สิ่งเสพย์ติดช่วยหรือ ใช้เพื่อเป็นการประชด 3. หลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากผู้ติดสิ่งเสพย์ติด หรือผู้จำหน่ายสิ่งเสพย์ติด 4. ถ้าพบคนกำลังเสพสิ่งเสพย์ติด หรือจำหน่ายให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ 5. ศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของสิ่งเสพย์ติด เพื่อจะได้ป้องกันตัวและผู้ใกล้ชิดให้ห่างจากสิ่งเสพย์ติด 6. ต้องไม่ให้ความร่วมมือเข้าไปเกี่ยวข้องกับเพื่อนที่ติดสิ่งเสพย์ติด เช่นไม่ให้ยืมเงิน 7. ไม่หลงเชื่อคำชักชวนโฆษณา หรือคำแนะนำใดๆ หรือแสดงความเก่งกล้าเกี่ยวกับการเสพสิ่งเสพย์ติด 8. ไม่ใช้ยาอันตรายทุกชนิดโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และควรใช้ยาที่แพทย์แนะนำให้ตามขนาดที่แพทย์สั่งไว้เท่านั้น 9. หากสงสัยว่าตนเองจะติดสิ่งเสพย์ติดต้องรีบแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบ 10. ยึดมั่นในหลักธรรมของศาสนา หรือคำสอนของศาสนาทุกศาสนา เพราะทุกศาสนามีจุดมุ่งหมายให้บุคคลประพฤติแต่สิ่งดีงามและละเว้นความชั่ว