ผู้ติดยาเสพติด

วิธีการบำบัดรักษาของผู้ติดยาเสพติด

การติดยาเสพติดเป็นโรคชนิดหนึ่ง ที่ผู้ติดยาเสพติดเป็นผู้ป่วยที่มีสภาพจิตผิดปกติ การแก้ปัญหาก็เป็นการให้การรักษา และหากเห็นว่า ผู้ติดยาเสพ ติด เป็นผู้โชคร้ายที่เป็นเหยื่อของปัญหาสังคม เขาก็ควร ได้รับการช่วยเหลือ วิธีการบำบัดรักษาของผู้ติดยาเสพติด ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่เป็นที่ยอมรับ และมีหลักฐานว่า เป็นวิธีที่ได้ผลแน่นอน อาจแบ่งเทคโนโลยีในการรักษาออก เพื่อให้เห็นแนวกลวิธีได้ดังนี้ 1. การถอนพิษยา เป็นการรักษาอาการของการที่ร่างกายขึ้นกับยา เพื่อจะได้หยุดยาได้ สำหรับผู้ที่ติดยานอนหลับ พวกบาร์บิทูเรต การถอนยาอาจมีอาการมากถึงกับเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เช่น อาการไข้สูง ชัก และช็อก การรักษาจึงต้อง อาศัยแพทย์ที่มีความรู้และอุปกรณ์เพียงพอ แต่ผู้ที่ติดยา ประเภทฝิ่น มอร์ฟีน และเฮโรอีน อาการถอนยาไม่รุนแรงนัก มีผู้ได้พยายามรวบรวมรายงานเรื่องนี้ปรากฏว่า ไม่มีหลักฐานว่า เคยมีผู้ใดเสียชีวิต จากอาการถอนยา จากยาประเภทฝิ่น มอร์ฟีน หรือเฮโรอีน ยกเว้นผู้ที่มีสุขภาพไม่ดี และมีโรคร้ายแรงอยู่ในร่างกาย การถอนพิษยา สำหรับผู้ติดเฮโรอีนจึงอาจใช้วิธี หยุดยาไปเฉยๆ และให้ทนทรมานไปจนกว่าจะพ้นระยะ อาการถอนยาในเวลา ๕-๗ วัน บางคนก็อ้างว่าวิธีการ ถอนยาแบบนี้ เป็นการลงโทษ และใช้เป็นการสั่งสอน ผู้ติดยาให้ไม่กล้าที่จะไปติดยาอีก ในระยะถอนพิษยา หรือก่อนกลับไปใช้อีก ผู้ติดยาไม่ต้องใช้เงินในการซื้อยา ก็ย่อมเกิดประโยชน์ ในการลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ และลดอาชญากรรม ลงได้ แม้ว่าเขาจะกลับไปติดใหม่ก็ตาม เมื่อติดใหม่ ก็ใช้ยาในขนาดน้อยกว่าเดิมด้วย 2. การปรับปรุงแก้ไขจิตใจ และบุคลิกภาพ การปรับปรุงแก้ไขด้านจิตใจ เพื่อให้สามารถหยุดยาได้ตลอดไป หรือลดปัญหาลง เทคนิค ในการแก้ไขด้านจิตใจมีอยู่มากมายหลายแบบตัวอย่าง เช่น – การรักษาทางจิต ด้วยวิธีการต่างๆทาง จิตเวชศาสตร์ เช่น จิตวิเคราะห์ จิตบำบัด เป็นต้น – การอบรมและให้คำปรึกษาด้วยจิตแพทย์ พระภิกษุ นักบวช นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลอื่น – การฝึกวินัย เช่น การให้มีชีวิตในที่คุมขัง หรือโรงเรียน หรือโรงพยาบาลที่จำกัดขอบเขต และมี ระเบียบวินัยที่เข้มงวด ตลอดจนการมีระบบลงโทษ และให้รางวัลเพื่อปรับปรุงอุปนิสัย – อาชีวะบำบัด ใช้การทำงานเป็นเครื่อง รักษาให้มีเครื่องยึดเหนี่ยว แล้วใช้การฝึกอบรมสั่งสอน และวิธีการต่างๆ เป็นเครื่องช่วยปรับปรุงจิตใจ – ชุมชนบำบัด เป็นวิธีการที่สร้างชุมชนจำลองขึ้น ให้ผู้ที่เคยติดยาเสพติดได้ปรับจิตใจของตนเอง ให้สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ ส่วนใหญ่จะมีผู้เคยติดยาที่ได้เลิกเด็ดขาดแล้ว เป็นผู้ดำเนินการ และช่วยเหลือ เทคนิคที่ใช้ในชุมชนบำบัดนี้ มีอยู่หลาย แบบ ทั้งด้านการสร้างความเห็นอกเห็นใจ การให้ความ ช่วยเหลือ การให้คำปรึกษา หรือการสร้างระเบียบวินัย การสร้างนิสัยการทำงาน การสร้างความรับผิดชอบ บางแห่งมีการใช้เทคนิคการเผชิญหน้า โดยให้ผู้ที่อยู่ในชุมชนได้โต้เถียงและวิพากษ์วิจารณ์กัน เพื่อให้เกิดการระลึกตนเองได้ – การฝึกสมาธิ การบวชเรียน ก็อาจใช้เป็นวิธี ปรับปรุงจิตใจได้ – การแก้ไขปรับปรุงจิตใจ สำหรับผู้ติดยาเสพติด นี้ เห็นได้ชัดว่ากระทำได้ลำบากและหวังผลได้ยาก จะต้องใช้เวลานาน และค่อยๆ เปลี่ยน และปรับไปทีละน้อย ต่างคนก็อาจมีปฏิกิริยาและผลแตกต่างกันออกไป 3. การสร้างเครื่องยึดเหนี่ยว ผู้ที่ติดยาเสพติดมีบุคลิกภาพที่ไม่ดีอยู่เดิม และเปลี่ยนไปจากการติดยาเพิ่มเติมขึ้นอีก ตลอดจน สภาพการที่จิตใจขึ้นกับยา ยังคงอยู่เป็นเวลานาน การปรับปรุงการแก้ไขสภาพจิตใจอาจจะกระทำได้ไม่เต็มที่ การสร้างสิ่งยึดเหนี่ยว อาจช่วยให้ผลการบำบัดรักษาดีขึ้น ตัวอย่างของสิ่งยึดเหนี่ยว ได้แก่ – การให้คำมั่นสัญญากับตนเอง หรือผู้ที่เป็นที่เคารพนับถือ รวมทั้งการให้สัตว์ปฏิญาณ – การบนบาน และความกลัวถึงโทษที่จะเกิดขึ้นจากการกลับสาบาน – การคุมประพฤติ ที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ทำ การตรวจเป็นระยะๆ เพื่อดูว่า กลับไปใช้ยาเสพติดอีกหรือไม่ รวมทั้งการตรวจปัสสาวะหายาเสพติด ตลอดไปถึงการถูกลงโทษ ถ้าตรวจพบ – การใช้ยาต้านฤทธิ์ยาเสพติด (narcotic antagonist) วิคเลอร์ (Wikler) ได้ศึกษาสรีรวิทยาของการ ติดยาเสพติด แล้วตั้งทฤษฎีว่า น่าจะใช้ยาต้านฤทธิ์ ยาเสพติดไปห้ามฤทธิ์ของยา ทำให้ผู้ติดยาที่ไปใช้ยาจะไม่ ได้ผลตามต้องการ เมื่อได้รับยาต้านฤทธิ์ยาเสพติดเข้า ไปในร่างกาย ยาจะไปจับกับจุดรับยาในสมอง ปัญหาที่มีในการใช้วิธีการนี้ ก็คือ ผู้ติดยาอาจ หยุดยานี้ไปชั่วคราว เพื่อกลับไปใช้เฮโรอีนเป็นระยะๆ ได้ 4. การแก้ไขสภาพแวดล้อม – การให้การฝึกอาชีพ การจัดหางาน การสังคมสงเคราะห์ อาจช่วยผู้ติดยาบางคนที่ไม่มีงานทำได้ มีความรู้ความสามารถ ในการทำมาหากิน มีรายได้ เมื่อกลับเข้าไปสู่สังคมอีกครั้งหนึ่ง – การให้คำปรึกษาหารือแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองของ ผู้ที่ติดยาเสพติดให้เข้าใจปัญหา และได้ช่วยกันแก้ไข เพื่อให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น โอกาสที่จะกลับไปใช้อีกจะได้น้อยลง – การจัดให้มีบริการสาธารณสุขเบื้องต้นในหมู่บ้านชาวไทยภูเขา ซึ่งใช้ฝิ่นเป็นยารักษาโรคก็เป็นการแก้ไขสภาพแวดล้อม เพื่อให้โอกาสที่จะต้องกลับไปใช้และติดฝิ่นอีกนั้น น้อยลง – การแก้ไขปัญหาสังคมส่วนรวม เช่น ปัญหาแหล่งมั่วสุม แหล่งอบายมุข ชุมชนแออัด ความยากจน การว่างงาน ตลอดจน ปัญหาเด็กวัยรุ่น และทัศนคติของสังคมต่อยาเสพติดและผู้ติดยาเสพติด จะมี ส่วนช่วยในการป้องกัน ไม่ให้ผู้ที่หยุดยาเสพติดแล้ว กลับไปใช้ใหม่อีก จะเห็นได้ว่า การแก้ไขสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งที่กระทำได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก แต่การรักษาที่ดีจะต้องมีเป้าหมายให้ผู้ติดยาเสพติด ได้กลับเข้าไปอยู่ในสังคม และสภาพแวดล้อม จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง 5. การรักษาเพื่อลดปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจของการติดยาเสพติด เพื่อลดปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจของการติดยาเสพติด การรักษาด้วยเป้าหมายเพียงลดปัญหา จึงเป็นเทคนิคที่จำเป็นต้องนำมาใช้ด้วย เช่น การใช้เฮโรอีนจ่ายให้แทนตลาดมืด การใช้เมทาโดนแทนเฮโรอีนระยะยาว ข้อเสียของวิธีการนี้มีมากขึ้นเมื่อมีการใช้มากขึ้น บางคนต้องใช้ยาขนาดมากจึงได้ผลตามต้องการ และทำให้ง่วง ในระยะหลังได้รับยาใหม่ๆ นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับการรักษาจะต้องเดินทางไปรับยาด้วยตนเองทุกวัน อันเป็น ความลำบาก […]

โทษยาเสพติด

โทษของยาเสพติด 10 ชนิดควรรู้ ที่อันตรายถึงชีวิตคุณ

“ยาเสพติด” ล้วนก่อให้เกิดโทษต่อชีวิตผู้เสพด้วยกันทั้งสิ้น ทำลายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ครอบครัวที่คุณรักและความมั่นคงของประเทศชาติ ด้วยเหตุนี้ เราจึงนำโทษจากสารเสพติดทั้ง 10 ชนิดมาแนะนำสามารถติดตามโทษของยาเสพติดในแต่ละชนิดได้เลยดังนี้ 1. ยาบ้า ยาบ้าออกฤทธิ์โดยการเข้าไปกระตุ้นประสาท ทำให้ผู้เสพมีอาการติดยาทั้งทางร่างกายและจิตใจ เมื่อฤทธิ์ยาเข้าสู่ร่างกายในช่วงระยะแรกที่เสพใหม่ๆ มันจะออกฤทธิ์กระตุ้นร่างกายให้เกิดการตื่นตัว ทำให้อัตราการเต้นของจังหวะหัวใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูง มีอาการใจสั่น ตึงเครียด เมื่อฤทธิ์ยาหมดลงผู้เสพจะมีอาการอ่อนเพลียมากกว่าปกติ ระบบสั่งการทางสมองทำงานช้าลง การตัดสินใจช้าและเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้ หากยังคงเสพยาบ้าติดต่อกันเป็นเวลานาน ฤทธิ์ยาก็จะยิ่งทำลายสมองให้เสื่อม มีอาการประสาทหลอน เกิดภาพลวงตา หวาดระแวง เสียสติ คลุ้มคลั่งเป็นบ้าจนสามารถทำร้ายผู้อื่นและตนเองได้ และหากเสพยาเข้าไปมากเกินปริมาณ ฤทธิ์ยาจะเข้าไปกดประสาทและระบบหายใจ ส่งผลให้เกิดภาวะหมดสติและทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด 2. เฮโรอีน เฮโรอีนออกฤทธิ์โดยการเข้าไปกดระบบประสาท ส่งผลให้ผู้เสพมีอาการเสพติดทั้งทางร่างกายและจิตใจ เมื่อขาดยาจะมีอาการทางร่างกายที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนรุนแรง ตั้งแต่อาการปวดตามส่วนต่างๆ ได้แก่ กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ สันหลัง บั้นเอวและปวดศีรษะอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีอาการจุกภายในอกราวกับจะขาดใจตาย อ่อนเพลียอย่างหนัก มีอาการหนาวๆ ร้อนๆ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ทุรนทุรายอึดอัด ผู้ที่เสพติดหนักๆ บางรายอาจมีอาการชักตาตั้ง น้ำลายไหลฟูมปาก ม่านนัยต์ตาดำหดลง มึนงง หายใจไม่ออก ความจำเสื่อม และผู้เสพที่ติดเชื้อ HIV อยู่ก็จะเป็นผู้ที่แพร่เชื้อดังกล่าวให้ระบาดไปสู่ผู้อื่นต่อไป หากใช้เข็มฉีดยาหรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ผ่านการป้องกัน 3. ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี ยาดังกล่าวหลังจากเสพไปแล้วฤทธิ์ยาจะออกภายในเวลา 45 นาที ซึ่งฤทธิ์ยาสามารถอยู่ในร่างกายได้ยาวนานประมาณ 6 – 8 ชั่วโมง ยาชนิดนี้มักแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมเที่ยวกลางคืน โดยครั้งแรกตัวยาจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทเพียงแค่ระยะสั้นๆ จากนั้นจะออกฤทธิ์หลอนประสาท ส่งผลให้ผู้เสพมีอาการติดยาทางด้านจิตใจในเวลาต่อมา นอกจากนี้ ผู้เสพยังมีอาการใจสั่น ระดับความดันโลหิตสูง เหงื่อออกเยอะ เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับระบบประสาทการรับรู้ทั้งหมด ส่งผลทั้งการได้ยินและการมองเห็นแสงสีต่างๆ ที่มีความผิดปกติไปจากความจริง อีกทั้งยังทำให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้ม และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ 4. โคเคน โคเคนออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นระบบประสาท ทำให้ผู้เสพมีการเสพติดทางด้านร่างกายเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีและปริมาณที่เสพเข้าไป มีผลทางด้านจิตใจ แต่กับทางร่างกายอาจมีอาการขาดยาบ้างหากก็ไม่รุนแรงเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์จากโคเคนจะส่งผลให้ผู้เสพมีระดับความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นอย่างรุนแรง กระวนกระวาย มีไข้ นอนไม่หลับ ผนังจมูกขาดเลือดส่งผลให้เยื่อบุโพรงจมูกฝ่อมีการฉีกขาดหรือทะลุ สมองจะได้รับการถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ทำให้มีอาการชัก เลือดออกในสมอง เกิดเนื้อสมองตายในบางส่วน เมื่อหัวใจได้รับการกระตุ้นอยู่เสมอก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพลงทีละน้อยๆ จนกระทั่งหัวใจไม่สามารถบีบตัวต่อไปได้ไหวและทำให้ผู้เสพมีภาวะหัวใจล้มเหลวในที่สุด นอกจากนี้แล้ว หากยังคงเสพติดต่อกันเป็นเวลานาน ยังทำให้เกิดโรคซึมเศร้าอย่างหนักได้ด้วย 5. ยาเค ยาเคเป็นสารเสพติดที่หากเสพเข้าสู่ร่างกายไปแล้วมันจะออกฤทธิ์หลอนประสาทได้อย่างรุนแรงมาก โดยผู้เสพจะมีอาการเคลิบเคลิ้ม เข้าใจผิดคิดว่าตนเองเป็นผู้ที่มีอำนาจวิเศษ การรับรู้และการตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการมองภาพ แสง สีและการได้ยินเสียง ซึ่งจะมีอาการสูญเสียกระบวนการคิดร่วมด้วย นอกจากนี้ ผู้เสพยังมีอาการตาลาย ร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวอย่างสัมพันธ์กันได้ หากยังคงเสพต่อไปจนมากเกินปริมาณก็จะก่อให้เกิดภาวะติดขัดในระบบหายใจ และถ้ายังคงใช้ยาดังกล่าวต่อไปอีก อาการเช่นนี้ก็จะยังคงปรากฎให้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ หรือที่เรียกว่า Flashback โดยจะส่งผลเสียทำให้ผู้เสพมีปัญหาโรคจิต เป็นคนวิกลจริต มีความคิดสับสน หูแว่ว ตาลาย การทำงานของสมองทางด้านการรับรู้และการตอบสนองกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวมีการเปลี่ยนไป อีกทั้งการเคลื่อนไหวทางด้านร่างกายยังไม่เป็นไปในจังหวะที่สัมพันธ์กันดังเดิมอีกด้วย 6. กัญชา กัญชาจะออกฤทธิ์หลายอย่างกับระบบประสาทส่วนกลาง โดยจะกระตุ้นการกดประสาทและทำให้ผู้เสพเกิดอาการประสาทหลอน สารที่อยู่ในกัญชานั้นมีด้วยกันหลายชนิด ทว่าสารสำคัญที่สุดที่ออกฤทธิ์นั้นจะมีผลต่อสมองและร่างกาย ผู้เสพจะมีภาวะอารมณ์และจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในเบื้องต้นฤทธิ์จากกัญชาจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ทำให้ผู้เสพเกิดความตื่นเต้น ตื่นตัว คุยเก่ง สนุกสนานและหัวเราะร่าเริงได้ตลอดเวลา แต่ในเวลาต่อมาจะเข้าไปกดประสาท ส่งผลให้มีอาการเหมือนเมาสุราอ่อนๆ และมีอาการง่วงซึม อย่างไรก็ตาม หากร่างกายได้รับปริมาณสารเสพติดชนิดนี้เข้าไปมากเกินขนาดก็จะเกิดภาวะประสาทหลอน เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ระบบความคิดเกิดการสับสน มึนงง ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ กระทั่งในที่สุด ฤทธิ์จากกัญชาก็จะเข้าไปทำลายสมอง ปอดและทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้เสื่อมสภาพทรุดโทรมต่อไป 7. กระท่อม ใบกระท่อมมีสารไมตราจัยนินที่จะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ผู้เสพจะมีอาการเสพติดทั้งทางร่างกาย (เล็กน้อย) แต่มีอาการเสพติดทางด้านจิตใจและอาจมีอาการขาดยาทางร่างกายเกิดขึ้น หากแต่ไม่รุนแรงนัก ฤทธิ์จากใบกระท่อมยังกระตุ้นให้ผู้เสพมีเรี่ยวแรงพลังมากมาย สามารถทำงานได้อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทนต่อสภาวะอากาศร้อนหนาวได้อย่างไม่รู้สึกรู้สา อย่างไรก็ดี โทษจากใบกระท่อมยังทำให้ผู้เสพมีสภาพผิวหนังที่แห้งดำไหม้เกรียม มึนงง ปากแห้ง ท้องผูก นอนไม่หลับ หนาวสั่นเมื่ออยู่ท่ามกลางอากาศชื้น นอกจากนี้ จิตใจยังสับสน โลเล ประสาทหลอน และสภาพร่างกายยังทรุดโทรมอย่างหนักอีกด้วย 8. มอร์ฟีน มอร์ฟีนจะออกฤทธิ์เข้าไปกดระบบประสาท ผู้เสพจะมีอาการเสพติดทั้งทางร่างกาย จิตใจ และมีอาการขาดยาทั้งทางร่างกายด้วย สำหรับอาการเสพติดที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกายคือ ผู้เสพจะมีอาการท้องผูก คลื่นเหียน อาเจียน คันหน้า ตาแดง ง่วงซึม สมองช้าเกิดอาการมึนๆ ชาๆ สติปัญญาเสื่อม ร่างกายทรุดโทรมอย่างหนักและไม่สนใจต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ 9. ฝิ่น ฝิ่นจะออกฤทธิ์เข้าไปกดระบบประสาท ส่งผลให้ผู้เสพมีอาการเสพติดทั้งทางร่างกาย จิตใจ และยังมีภาวะขาดยาทางร่างกายอีกด้วย กรณีที่เกิดการเสพติดเกินขนาดก็จะส่งผลให้ฤทธิ์ยาเข้าไปกดระบบการหายใจ ทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด นอกจากนี้ ผู้เสพยังมีจิตใจเลื่อนลอย โลเล สับสน มีอาการง่วงซึมตลอดเวลา ตาหรี่ พูดจาวกวนไม่รู้เรื่อง ความคิดทำงานเชื่องช้า และมีชีพจรเต้นในระดับช้าขึ้น 10. เห็ดขี้ควาย ห็ดขี้ควายเป็นสารเสพติดที่ออกฤทธิ์เข้าไปทำลายระบบประสาทได้อย่างรุนแรง โดยมีสารอันตรายสำคัญอย่างไซโลซีนและไซโลไซบีนผสมอยู่ สารทั้งสองชนิดนี้จะออกฤทธิ์หลอนประสาท ส่งผลให้ผู้เสพเกิดอาการมึนเมา เคลิบเคลิ้มและบ้าคลั่งได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ หากผู้เสพมีภาวะภูมิต้านทานน้อยอยู่แล้ว เมื่อเสพเข้าไปในปริมาณมากๆ ก็อาจส่งผลให้เสียชีวิตได้

hotelsmanchesterairport

ยาที่ใกล้เคียงกับยาเสพติด

มียาอื่นซึ่งมีคุณสมบัติ และการใช้คล้ายยาบ้า ยาอี และยาเคหรือไม่ ถ้ามีคือยาอะไรบ้าง? …..มียาและสารหลายตัว ที่มีคุณสมบัต กระตุ้นระบบประสาท คล้ายกับยาบ้าและยาอี ตัวอย่าง เช่น ยา Love (MDA) ซึ่งได้ชื่อมาจาก ผลของยาที่ทำให้ ผู้ใช้มีความขวยเขิน และความอับอายลดลง รู้สึกอยากพูดคุย ปฏิสันถานกับคนอื่น อีเฟรดีน โคเคน คาเฟอีน ส่วนยาและสาร ที่ทำให้เกิดภาวะ ประสาทหลอน คล้ายยาเค ได้แก่ PCP, LSD สารในเห็ดขี้ควาย กัญชา …..ยาเสพย์ติด ที่เริ่มเป็นปัญหา ของสังคมอึกตัวคือ โคเคน ซึ่งสะกัดแยก มาจากใบของต้นโคคา มีฤทธิ์และผลต่อร่างกาย และจิตใจคล้ายยาบ้ามาก แต่ก็มีข้อแตกต่าง อยู่บ้างบางประการ ประการแรก โคเคนมีผลอยู่ได้สั้น เพียงประมาน 30 นาที หลังจากใช้ยา ขณะที่ยาบ้า มีผลอยู่ได้นานถึง 4-6 ชั่วโมง ซึ่งคุณสมบัตินี้ ทำให้ในต่างประเทศ นิยมใช้โคเคน ในหมู่นักกีฬาอาชีพ และดารา เนื่องจากสามารถ เลือกใช้ผลยาตามเวลา ที่ต้องการได้ ประการที่สอง โคเคนเกิดการชินยา (Tolerance) ได้ช้า ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้อง เพิ่มปริมาณยาที่เสพย์ มากขึ้นทุกครั้ง ในการใช้ยา ขณะที่ยาบ้า เกิดการชินยาได้เร็ว ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณยา มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลกระตุ้น ระบบประสาท และจิตอารมณ์เหมือนเดิม ในบางครั้งต้องใช้ยา มากกว่าครั้งแรก 5-10 เท่า ซึ่งทำให้เสี่ยง ต่อพิษของยามากขึ้น ประการที่สาม โคเคนนั้นมีทางเลือก ในการเสพย์ มากกว่ายาบ้า สามารถเสพโดยการสูด หรือการนัตถุ์ยาได้ และประการสุดท้าย โคเคนมีราคาแพง มากกว่ายาบ้า

hotelsmanchesterairport_drug_b1

ห่างไกลจากยาเสพติด

หลักในการหลีกเลี่ยงและป้องกันการติดสิ่งเสพย์ติด  1. เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ครู และคนอื่นๆ ที่น่านับถือและหวังดี (จริงๆ) 2. เมื่อมีปัญหาควรปรึกษาครอบครัว ครู หรือผู้ใหญ่ที่น่านับถือ ไม่ควรเก็บปัญหานั้นไว้หรือหาทางลืมปัญหาโดยใช้สิ่งเสพย์ติดช่วยหรือ ใช้เพื่อเป็นการประชด 3. หลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากผู้ติดสิ่งเสพย์ติด หรือผู้จำหน่ายสิ่งเสพย์ติด 4. ถ้าพบคนกำลังเสพสิ่งเสพย์ติด หรือจำหน่ายให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ 5. ศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของสิ่งเสพย์ติด เพื่อจะได้ป้องกันตัวและผู้ใกล้ชิดให้ห่างจากสิ่งเสพย์ติด 6. ต้องไม่ให้ความร่วมมือเข้าไปเกี่ยวข้องกับเพื่อนที่ติดสิ่งเสพย์ติด เช่นไม่ให้ยืมเงิน 7. ไม่หลงเชื่อคำชักชวนโฆษณา หรือคำแนะนำใดๆ หรือแสดงความเก่งกล้าเกี่ยวกับการเสพสิ่งเสพย์ติด 8. ไม่ใช้ยาอันตรายทุกชนิดโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และควรใช้ยาที่แพทย์แนะนำให้ตามขนาดที่แพทย์สั่งไว้เท่านั้น 9. หากสงสัยว่าตนเองจะติดสิ่งเสพย์ติดต้องรีบแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบ 10. ยึดมั่นในหลักธรรมของศาสนา หรือคำสอนของศาสนาทุกศาสนา เพราะทุกศาสนามีจุดมุ่งหมายให้บุคคลประพฤติแต่สิ่งดีงามและละเว้นความชั่ว

ยาเสพติดคืออะไร

ยาเสพติดคืออะไร?

         ปัจจุบันปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ลุกลามไปทั่วโลก บ่อนทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคมของทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทย โดยพบว่าปัญหายาเสพติดคืบคลานเข้ามาอยู่ใกล้ตัวของทุกคนมากขึ้น ”ยาเสพติดให้โทษ” ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2528 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2530)  หมายถึง สารเคมีหรือวัตถุชนิดใดๆ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยประการใดๆ แล้วทำให้เกิดผลต่อร่างกาย และจิตใจ ในลักษณะสำคัญ เช่น ต้องเพิ่มขนาดการเสพขึ้นเป็นลำดับ มีอาการถอนยาเมื่อขาดยา หรือมีความต้องการเสพทั้งทางร่างกาย และจิตใจอย่างรุนแรงตลอดเวลา และสุขภาพโดยทั่วไปทรุดโทรมลง อีกทั้งรวมถึงพืช หรือส่วนของพืช ที่เป็นหรือให้ผลผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษ หรืออาจใช้ผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษ และรวมถึง สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษด้วย ทั้งนี้ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา การออกฤทธิ์ที่สำคัญต่อร่างกายคือ การออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมองและไขสันหลังยาเสพติดอาจมีฤทธิ์กดประสาท มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท และมีฤทธิ์หลอนประสาท หรือออกฤทธิ์ผสมผสานกันก็ได้ ฤทธิ์ต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้เสพติดต่อกันเป็นเวลานานๆ และต้องเพิ่มขนาดมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้สุขภาพทางกายของผู้เสพติดเสื่อมโทรมลงอย่างมาก และเมื่อถึงเวลาอยากเสพแล้วไม่ได้เสพ จึงมีความผิดปกติรุนแรงทั้ง ทางร่างกาย และจิตใจอย่างยากที่จะควบคุมได้

ประเภทของยาเสพติด

ประเภทของยาเสพติด

ยาเสพติด แบ่งได้หลายรูปแบบ ตามลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ ๑.  แบ่งตามแหล่งที่เกิด  ซึ่งจะแบ่งออกเป็น  ๒  ประเภท คือ ๑.๑  ยาเสพติดธรรมชาติ  (Natural  Drugs) คือยาเสพติดที่ผลิตมาจากพืช เช่น  ฝิ่น กระท่อม  กัญชา  เป็นต้น ๑.๒  ยาเสพติดสังเคราะห์  (Synthetic  Drugs)  คือยาเสพติดที่ผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีทางเคมี  เช่น เฮโรอีน  แอมเฟตามีน  เป็นต้น ๒.  แบ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒  ซึ่งจะแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท คือ ๒.๑  ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๑  ได้แก่ เฮโรอีน  แอลเอสดี  แอมเฟตามีน หรือยาบ้า  ยาอีหรือยาเลิฟ ๒.๒  ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๒  ยาเสพติดประเภทนี้สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้  แต่ต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์    และใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ได้แก่  ฝิ่น  มอร์ฟีน  โคเคน หรือโคคาอีน  โคเคอีน  และเมทาโดน ๒.๓  ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่  ๓   ยาเสพติดประเภทนี้เป็นยาเสพติดให้โทษที่มียาเสพติดประเภทที่  ๒   ผสมอยู่ด้วย มีประโยชน์ทางการแพทย์   การนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น หรือเพื่อเสพติด จะมีบทลงโทษกำกับไว้  ยาเสพติดประเภทนี้ ได้แก่ ยาแก้ไอ  ที่มีตัวยาโคเคอีน  ยาแก้ท้องเสีย ที่มีฝิ่นผสมอยู่ด้วย  ยาฉีดระงับปวดต่าง ๆ เช่น มอร์ฟีน  เพทิดีน  ซึ่งสกัดมาจากฝิ่น ๒.๔  ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่  ๔  คือสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๑ หรือประเภทที่ ๒   ยาเสพติดประเภทนี้ไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในการบำบัดโรคแต่อย่างใด  และมีบทลงโทษกำกับไว้ด้วย  ได้แก่น้ำยาอะเซติคแอนไฮไดรย์ และ อะเซติลคลอไรด์  ซึ่งใช้ในการเปลี่ยนมอร์ฟีนเป็นเฮโรอีน  สารคลอซูไดอีเฟครีน  สามารถใช้ในการผลิตยาบ้าได้ และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอีก ๑๒ ชนิด  ที่สามารถนำมาผลิตยาอีและยาบ้าได้ในยาเสพติดประเภทที่ ๑ ถึง ๔  ได้แก่ ทุกส่วนของพืชกัญชา  ทุกส่วนของพืชกระท่อม   เห็ดขี้ควาย เป็นต้น ๓.  แบ่งตามการออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท  ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ ๓.๑  ยาเสพติดประเภทกดประสาท  ได้แก่   ฝิ่น   มอร์ฟีน   เฮโรอีน   สารระเหย  และยากล่อมประสาท ๓.๒  ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท  ได้แก่  แอมเฟตามีน  กระท่อม และ โคคาอีน ๓.๓  ยาเสพติดประเภทหลอนประสาท  ได้แก่  แอลเอสดี  ดีเอ็มพี  และ เห็ดขี้ควาย ๓.๔  ยาเสพติดประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน    กล่าวคือ  อาจกดกระตุ้น หรือ หลอนประสาทได้พร้อม ๆ กัน  ตัวอย่างเช่น  กัญชา ๔.  แบ่งตามองค์การอนามัยโลก  ซึ่งแบ่งออกได้เป็น  ๙  ประเภท คือ ๔.๑  ประเภทฝิ่น  หรือ  มอร์ฟีน   รวมทั้งยาที่มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน  ได้แก่ ฝิ่น  มอร์ฟีน  เฮโรอีน   เพทิดีน ๔.๒  ประเภทยาปิทูเรท  รวมทั้งยาที่มีฤทธิ์ทำนองเดียวกัน ได้แก่  เซโคบาร์ปิตาล  อะโมบาร์ปิตาล  พาราลดีไฮด์  เมโปรบาเมท ไดอาซีแพม เป็นต้น ๔.๓  ประเภทแอลกอฮอล  ได้แก่  เหล้า   เบียร์  วิสกี้ ๔.๔  ประเภทแอมเฟตามีน  ได้แก่  แอมเฟตามีน  เมทแอมเฟตามีน ๔.๕  ประเภทโคเคน  ได้แก่  โคเคน  ใบโคคา ๔.๖  ประเภทกัญชา  ได้แก่  ใบกัญชา  ยางกัญชา ๔.๗  ประเภทใบกระท่อม ๔.๘  ประเภทหลอนประสาท  ได้แก่ แอลเอสดี  ดีเอ็นที  เมสตาลีน  เมลัดมอนิ่งกลอรี่   ต้นลำโพง  เห็ดเมาบางชนิด ๔.๙  ประเภทอื่น ๆ  นอกเหนือจาก  ๘  ประเภทข้างต้น  ได้แก่  สารระเหยต่าง ๆ  เช่น ทินเนอร์  เบนซิน  น้ำยาล้างเล็บ  ยาแก้ปวด  และบุหรี่ ๓. วิธีการเสพยาเสพติด กระทำได้หลายวิธี ดังนี้คือ ๓.๑  สอดใต้หนังตา ๓.๒  สูบ ๓.๓  ดม ๓.๔  รับประทานเข้าไป ๓.๕  อมไว้ใต้ลิ้น ๓.๖  ฉีดเข้าเหงือก ๓.๗  ฉีดเข้าเส้นเลือด ๓.๘  ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ๓.๙  เหน็บทางทวารหนัก ๔. ยาเสพติดที่แพร่ระบาดในประเทศไทย  ได้แก่ ๔.๑  ยาบ้า ๔.๒  ยาอี  ยาเลิฟ  หรือ เอ็กซ์ตาซี ๔.๓  ยาเค ๔.๔  โคเคน ๔.๕  เฮโรอีน ๔.๖  กัญชา ๔.๗  สารระเหย ๔.๘  แอลเอสดี ๔.๙  ฝิ่น ๔.๑๐  มอร์ฟีน ๔.๑๑  กระท่อม ๔.๑๒  เห็ดขี้ควาย ๕. สาเหตุของการติดยาเสพติด มีหลายประการ ดังนี้คือ ๕.๑  อยากลอง อยากรู้ อยากเห็น อยากสัมผัส ซึ่งเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์  โดยคิดว่า “ไม่ติด”  แต่เมื่อลองเสพเข้าไปแล้วมักจะติด ๕.๒  ถูกเพื่อนชักชวน  ส่วนใหญ่พบในกลุ่มเยาวชน ทำตามเพื่อน  เพราะต้องการ การยอมรับจากเพื่อนฝูง หรือถูกชักจูงว่าใช้แล้วทำให้สมองปลอดโปร่ง  หรือใช้แล้วทำให้ขยันจึงเหมาะแก่การเรียน และการทำงาน ๕.๓  ถูกหลอกลวง  โดยอาศัยรูปแบบสีสันสวยงาม  ทำให้ผู้รับไม่อาจทราบได้ว่า สิ่งที่ตนได้รับเป็นยาเสพติด ๕.๔  ใช้เพื่อลดความเจ็บปวดทางกาย  อันเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บ  จนเกิดการติดยา เพราะใช้เป็นประจำ ๕.๕  เกิดจากความคนอง และขาดสติยั้งคิด ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นยาเสพติด แต่อยากแสดง ความเก่งกล้า อวดเพื่อน จึงชวนกันเสพจนติด ๕.๖  ภาวะสิ่งแวดล้อมรอบตัว เอื้ออำนวยที่จะส่งเสริม  และผลักดันให้หันเข้าหายาเสพติด เช่น  ครอบครัวแตกแยก สมาชิกในครอบครัวขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ภาวะเศรษฐกิจบีบบังคับให้ทำเพื่อความอยู่รอด  อยากรวยเร็ว หรือพักอาศัยอยู่ ในแหล่งที่มีการเสพและค้ายาเสพติด ๖. โทษ/พิษภัย ของยาเสพติด การใช้ยาเสพติด  มีโทษและพิษภัยรอบตัว นอกจากจะส่งผลกระทบในทางไม่ดีโดยตรงต่อตัวผู้เสพแล้ว ทั้งทางร่างกายและจิตใจ  ยังส่งผลกระทบทางอ้อมไปยังครอบครัวผู้เสพ ตลอดจนเศรษฐกิจ  สังคม และประเทศชาติอีกด้วย บทลงโทษเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ – ผู้จำหน่ายหรือมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง น้ำหนักไม่เกิน 100 กรัม จำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 50,000-500,000 บาท เกิน 100 กรัม ประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต – มีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง โทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท – ผู้เสพเฮโรอีนมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000-100,000 บาท – มีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โทษจำคุกตั้งแต่ 2-15 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-150,000 บาท – ผู้ใดเสพกัญชา จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท – มีกัญชาไว้ในครอบครอง โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 50,000 บาท – ผลิต (ปลูก) กัญชา จำคุกอย่างต่ำ 2 ปี และปรับอย่างต่ำ 20,000-150,000บาท สารระเหย สารเสพติด ผิดกฎหมาย ๗. วิธีสังเกตุอาการผู้ติดยาเสพติด จะสังเกตว่าผู้ใดใช้หรือเสพยาเสพติด  ให้สังเกตจากอาการและการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย และจิตใจดังต่อไปนี้ ๗.๑  การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย  จะสังเกตได้จาก ๗.๑.๑   สุขภาพร่างกายทรุดโทรม  ซูบผอม  ไม่มีแรง  อ่อนเพลีย ๗.๑.๒  ริมฝีปากเขียวคล้ำ  แห้ง  และแตก ๗.๑.๓  ร่างกายสกปรก  เหงื่อออกมาก  กลิ่นตัวแรงเพราะไม่ชอบอาบน้ำ ๗.๑.๔  ผิวหนังหยาบกร้าน  เป็นแผลพุพอง  อาจมีหนองหรือน้ำเหลือง คล้ายโรคผิวหนัง ๗.๑.๕  มีรอยกรีดด้วยของมีคม  เป็นรอยแผลเป็นปรากฏที่บริเวณแขน  และ/หรือ ท้องแขน ๗.๑.๖  ชอบใส่เสื้อแขนยาว  กางเกงขายาว  และสวมแว่นตาดำเพื่อปิดบังม่านตาที่ ขยาย ๗.๒  การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ  ความประพฤติและบุคลิกภาพ  สังเกตุได้จาก ๗.๒.๑  เป็นคนเจ้าอารมย์  หงุดหงิดง่าย  เอาแต่ใจตนเอง  ขาดเหตุผล ๗.๒.๒  ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ๗.๒.๓  ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ๗.๒.๔  พูดจากร้าวร้าว  แม้แต่บิดามารดา  ครู อาจารย์  ของตนเอง ๗.๒.๕  ชอบแยกตัวอยู่คนเดียว ไม่เข้าหน้าผู้อื่น  ทำตัวลึกลับ ๗.๒.๖  ชอบเข้าห้องน้ำนาน ๆ ๗.๒.๔  ใช้เงินเปลืองผิดปกติ  ทรัพย์สินในบ้านสูญหายบ่อย ๗.๒.๕  พบอุปกรณ์เกี่ยวกับยาเสพติด  เช่น  หลอดฉีดยา  เข็มฉีดยา  กระดาษตะกั่ว ๗.๒.๖  มั่วสุมกับคนที่มีพฤติกรรมเกี่ยวกับยาเสพติด ๗.๒.๗  ไม่สนใจความเป็นอยู่ของตนเอง  แต่งกายสกปรก ไม่เรียบร้อย ไม่ค่อยอาบน้ำ ๗.๒.๘  ชอบออกนอกบ้านเสมอ ๆ  และกลับบ้านผิดเวลา ๗.๒.๙  ไม่ชอบทำงาน  เกียจคร้าน  ชอบนอนตื่นสาย ๗.๒.๑๐  มีอาการวิตกกังวล   เศร้าซึม   สีหน้าหมองคล้ำ ๗.๓  การสังเกตุอาการขาดยา  ดังต่อไปนี้ ๗.๓.๑  น้ำมูก  น้ำตาไหล หาวบ่อย ๗.๓.๒  กระสับกระส่าย  กระวนกระวาย  หายใจถี่  ปวดท้อง  คลื่นไส้  อาเจียน  เบื่ออาหาร  น้ำหนักลด  อาจมีอุจาระเป็นเลือด ๗.๓.๓  ขนลุก  เหงื่อออกมากผิดปกติ ๗.๓.๔  ปวดเมื่อยตามร่างกาย  ปวดเสียวในกระดูก ๗.๓.๕  ม่านตาขยายโตขึ้น  ตาพร่าไม่สู้แดด ๗.๓.๖  มีอาการสั่น  ชัก  เกร็ง  ไข้ขึ้นสูง  ความดันโลหิตสูง ๗.๓.๗  เป็นตะคริว ๗.๓.๘  นอนไม่หลับ ๗.๓.๙  เพ้อ  คลุ้มคลั่ง  อาละวาด  ควบคุมตนเองไม่ได้ ๘. การตรวจพิสูจน์หาสารเสพติดในร่างกาย การตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย  แบ่งออกเป็น ๒ ขั้นตอน ๘.๑  การตรวจขั้นต้น : ราคาถูก ได้ผลเร็ว มีชุดตรวจสำเร็จรูป  ความแม่นยำในการตรวจปานกลาง  สดวกในการนำไปตรวจนอกสถานที่ ๘.๒  การตรวจขั้นยืนยัน : เป็นการตรวจที่ให้ผลแม่นยำ แต่ใช้เวลาตรวจนาน ค่าใช้จ่ายสูง การป้องกันการติดยาเสพติด 1. ป้องกันตนเอง ไม่ใช้ยาโดยมิได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และจงอย่าทดลองเสพยาเสพติดทุกชนิดโดยเด็ดขาด เพราะติดง่ายหายยาก 2. ป้องกันครอบครัว ควรสอดส่องดูแลเด็กและบุคคลในครอบครัวหรือที่อยู่รวมกัน อย่าให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ต้องคอยอบรมสั่งสอนให้รู้ถึงโทษและภัยของยา-เสพติด หากมีผู้เสพยาเสพติดในครอบครัวจงจัดการให้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลให้หาย เด็ดขาด การรักษาแต่แรกเริ่มติดยาเสพติดมีโอกาสหายได้เร็วกว่าที่ปล่อยไว้นานๆ 3. ป้องกันเพื่อนบ้าน โดยช่วยชี้แจงให้เพื่อนบ้านเข้าใจถึงโทษและภัยของยาเสพติด โดยมิให้เพื่อนบ้านรู้เท่าไม่ถึงการณ์ต้องถูกหลอกลวง และหากพบว่าเพื่อนบ้านติดยาเสพติด จงช่วยแนะนำให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล 4. ป้องกันโดยให้ความร่วมมือกับทางราชการ เมื่อทราบว่าบ้านใดตำบลใด มียาเสพติดแพร่ระบาดขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกแห่งทุกท้องที่ทราบ หรือที่ศูนย์ปราบปรามยาเสพติดให้โทษ กรมตำรวจ (ศปส.ตร.) โทร. 252-7962 , 252-5932 และที่สำนักงานคณดะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) สำนักนายกรัฐมนตรี โทร. 245-9350-9 สถานบำบัด 1. โรงพยาบาลตำรวจ แผนกจิตเวช กรุงเทพฯ โทร.2528111-7 2. โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แผนกจิตเวช กรุงเทพฯ โทร.2461946 3. โรงพยาบาลธัญญารักษ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โทร.5310080-8 4. โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรุงเทพฯ โทร.4681116-20 5. โรงพยาบาลทหารเรือกรุงเทพฯ โทร. 4112191 6. ศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพฯ ลุมพินี ซอยปลุกจิตต์ ถ.วิทยุ โทร.2512970 7. ศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพฯ สี่พระยา โทร.2364055 8. สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก จ.สระบุรี 9. สำนักสงฆ์ถ้ำเขาทะลุ จ.ราชบุรี >>> แนะนำเลยว่าอย่าไปยุ่งกับสิ่งเหล่านี้เลย <<< ยังมีเพิ่มเติมอีกคันหาได้ใน Google ยา ไอซ์(ice) น้อยคนนักที่จะได้สัมผัส..เนื่องด้วยราคาที่แพง และต้องนำเข้าจาก ต่างประเทศ มักจะใช้กันในกลุ่มคนมีเงิน มีการศึกษา ในรูปแบบปาร์ตี้ยาตามสถานที่ต่างๆ ยา ไอซ์(ice) หรือ เมทแอมเฟตตามีน(Metamphetamine) เป็นอนุพันธ์หนึ่งของยาบ้า มีโครงสร้างทางเคมีคล้ายๆ กัน ยา ไอซ์(ice) มีลักษณะของเม็ดยาเป็นผลึกคล้ายน้ำแข็งจึงเป็นที่มาของชื่อยา ไอซ์ ความบริสุทธิ์ของยาค่อนข้างสูง ออกฤทธิ์แรงกว่ายาบ้ามาก จึงมีคนเรียกว่า”หัวยาบ้า” ยาบ้า(Amphetamine) เป็นสารกระตุ้นอย่างแรง  ที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีการแสดงผล […]