ตำรวจแถลงผลกวาดล้างยาเสพติดในช่วงก่อนและช่วงเทศกาลสงกรานต์

พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ  ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการจับกุมตามแผนป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติด ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งขบวนการค้ายาเสพติด มักจะลักลอบลำเลียงยาเสพติด ในช่วงที่ประชาชนเดินทางกันเป็นจำนวนมาก โดยผลการกวาดล้างจับกุม รวมถึงการเข้าปิดล้อมตรวจค้นชุมชนและสถานบริการ ช่วงระหว่างวันที่ 28 มีนาคม ถึง 17 เมษายน 2561 มีการจับกุมทั้งสิ้น 88 คดี ได้ผู้ต้องหา และผู้ต้องหาที่มีหมายจับติดตัว รวม  241 คน ได้ของกลางเป็นยาบ้ากว่า 170,000 เม็ด, ไอซ์ 254 กิโลกรม, เฮโรอีน 54 กิโลกรัม กระท่อม 110 กิโลกรัม, ยาอี 742 เม็ด และยึดทรัพย์สินจากการค้ายาเสพติดได้อีกกว่า 11 ล้านบาท นิทาน สำหรับการจับกุมรายสำคัญ เป็นการจับกุมไอซ์ 250 กิโลกรัม เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สืบทราบว่าขบวนการค้ายาเสพติดชาวม้ง จะลักลอบลำเลียงไอซ์ ใช้เส้นทางในจังหวัดพะเยา จึงติดตามจนพบรถบรรทุกสินค้าเกษตรเข้ามาจอดในปั๊มน้ำมัน บนถนนเชียงคำ-จุน โดยคนขับและเด็กรถท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงใช้เครื่องเอกซ์เรย์ สแกนตรวจจนพบไอซ์ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งจากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การว่า รับจ้างจากนายทุนในประเทศเพื่อนบ้านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือขนลำเลียงไอซ์ไปส่งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อลำเลียงลงไปยังภาคใต้ และส่งออกประเทศที่ 3 ต่อไป ทั้งนี้การจับกุมไอซ์ตั้งแต่ต้นปีจนถึงช่วงสงกรานต์ มีทั้งสิ้นกว่า 2 ตัน ซึ่งมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความนิยมในยาบ้าลดลง

ป.ป.ส.ตัดวงจรเงินแก๊งค้ายา นำทรัพย์สินขายทอดตลาด มูลค่ากว่า40ล.

ป.ป.ส.ตัดวงจรเงินแก๊งค้ายา นำทรัพย์สินขายทอดตลาด มูลค่ากว่า40ล.

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นประธานเปิดงานขายทอดตลาดทรัพย์สินคดียาเสพติดประเภทที่ไม่เหมาะสมกับการเก็บรักษา และประเภทที่ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งได้นำทรัพย์สินจากคดียาเสพติดมาเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้ประมูล ประกอบด้วยรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถบิ๊กไบค์ ทองรูปพรรณ เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม และวัตถุมงคล รวมทั้งหมด 395 รายการ ราคาประเมินกว่า 40 ล้านบาท สำหรับความน่าสนใจของการประมูลครั้งนี้มีรถซูเปอร์คาร์ และรถยนต์หรู อาทิ ยี่ห้อลัมโบร์กินี และเมอซิเดสเบนซ์ ส่วนบิ๊กไบค์ก็มี ฮาเล่ย์ เดวิดสัน ดูคาติ และบีเอ็มดับบริว ซึ่งมีประชาชนมาติดตามและร่วมการประมูลจำนวนมาก ตั้งแต่ปี 2559 ถึง ปี 2561 นายศิรินทร์ยา กล่าวว่า ป.ป.ส. ได้จัดการขายทอดตลาดทรัพย์สินในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้ง 9 ภาค และ ทรัพย์สินส่วนกลาง โดยจัดการประมูล เป็นประจำทุกเดือน และประมูลครั้งใหญ่ 1 ครั้งต่อปี ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยจะนำเงินที่ได้จากการประมูลใช้สนับสนุนการดำเนินงานตามมาตรการป้องกัน บำบัด และปราบปรามยาเสพติด รวมถึงสนับสนุนให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อดำเนินงานด้านยาเสพติดโดยในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาทาง ป.ป.ส. สามารถดำเนินการขายทอดตลาดทั่วประเทศได้ทรัพย์สินประมาณ 420 ล้านบาท “ทรัพย์สินสำคัญในการประมูลครั้งนี้ คือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อลัมโบร์กินี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้จากผู้ต้องหาเครือข่ายคดียาเสพติดรายใหญ่ทางภาคเหนือ ที่ทำการลักลอบเข้ามาจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ฉายา “หนึ่ง สำโรง” โดยได้ทำการจับกุมเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2560 ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ พบของกลางเป็นยาบ้า 180,000 เม็ด พร้อมรถยนต์ โฉนดที่ดินห้องชุดหลายรายการ รวมมูลค่ากว่า 61 ล้านบาท ซึ่งทางเจ้าตัวก็ยอมรับว่าได้นำเงินจากการขายยาเสพติดซื้อรถยนต์ในราคา 24 ล้านบาท” นายศิรินทร์ยา กล่าว ทั้งนี้ สำหรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สิน จะนำไปสนับสนุนให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อใช้จ่ายในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งคาดว่าจะได้เงินเข้ากองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้สูงถึงปีละ 350 ล้านบาท

จับ ‘ยาอีรูปการ์ตูน’ ชนิดใหม่ เผยมีฤทธิ์ปลุกเซ็กซ์

จับกุมแก๊งค้ายา ยึดยาอีตัวการ์ตูนชนิดใหม่สีสันสดใส นำเข้าจากประเทศเนเธอร์แลนด์ มีฤทธิ์ปลุกอารมณ์ทางเพศ ทำให้เคลิบเคลิ้ม วัยรุ่นเสี่ยงโดนข่มขืน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข แถลงผลการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 7 คดี จับกุมผู้ต้องหาได้ 13 คน พร้อมของกลาง เป็นยาไอซ์ 447 กิโลกรัม เฮโรอีน 304 กิโลกรัม ยาบ้า 526,450 เม็ด ยาอี 5,731 เม็ด รวมมูลค่าของกลางทั้งหมด ประมาณ 859 ล้านบาท โดยหนึ่งในคดีที่น่าสนใจ คือการจับกุม น.ส.อัมพิกา หรือ อ้อแอ้ ปะติตัง น.ส.วรารัตน์ หรือแอ๋ม จันทมาส อายุ 25 ปี และนายทรงพล ทมิยะ อายุ 33 ปี พร้อมของกลาง ยาอี 5,731 เม็ด โดยสามารถจับกุมได้ที่ริมฟุตปาธหน้าร้านค้าสวัสดิการ สโมสรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สืบเนื่องจากสายลับแจ้งว่า น.ส.อัมพิกา น.ส.วรารัตน์ และนายทรงพล มีพฤติการณ์ลักลอบนำยาอีเข้ามาในราชอาณาจักรจากประเทศเนเธอร์แลนด์บ่อยครั้ง เจ้าหน้าที่จึงวางแผนสะกดรอยติดตามจับกุม พบยาอีถูกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายของ น.ส.อัมพิกา จึงควบคุมตัวมาสอบสวนขยายผล นิทาน สำหรับยาอีกดังกล่าว ที่นำมาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ในราคาเม็ดละ 60 บาท แต่เมื่อนำเข้ามาในประเทศไทยจะมีมูลค่าสูงกว่า 10 เท่า หรือประมาณ 600 บาท โดยยาอีที่ผลิตนั้นเป็นรูปตัวการ์ตูนมีสีสันหลากหลาย ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักเรียน นักศึกษา เมื่อเสพเข้าไปจะออกฤทธิ์ให้มีความรู้สึกเพลิดเพลิน และกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง และถือเป็นเรื่องภัยคุกคามทางเพศที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในเมืองไทย หากผู้ปกครองคนใดสังเกตเห็นบุตรหลานของท่าน มียาตัวการ์ตูนในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที

รวบ 2 เอเย่นต์ค้ายาเสพติด ยึดยาบ้า-ไอซ์ พร้อมอาวุธปืน

รวบ 2 เอเย่นต์ค้ายาเสพติด ยึดยาบ้า-ไอซ์ พร้อมอาวุธปืน

ตำรวจหนองแขม รวบ 2 เอเย่นค้ายา ยึดยาบ้า 11,521 เม็ด ไอซ์ 235 กรัม และอาวุธปืนอีก 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 ก.พ.2561 พ.ต.อ.อชิรวิทย์ ทองจันดี ผกก.สน.หนองแขม พร้อมด้วย พ.ต.ท.ธัชชัย ทิพเนตร รอง ผกก.ป.สน.หนองแขม นำกำลังจับกุม นายอนุกูล สถาอุ่น อายุ 33 ปี และ นายธนภาค สายหงษ์ อายุ 26 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 11,521 เม็ด ไอซ์ 235 กรัม อาวุธปืน ขนาด 11 มม. 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน 63 นัด และอาวุธปืนขนาด 9 มม. พร้อมเครื่องกระสุนปืน 9 นัด โดยจับกุมนายอนุกูล ได้ที่สวนหย่อมหอพักรุ่งสว่างเพลส ซอยเพชรเกษม 77 แขวงและเขตหนองแขม กรุงเทพฯ ก่อนขยายผลไปจับกุม นายธนภาค ได้ที่ห้องพักเลขที่ 201 ซึ่งอยู่ภายในหอพักเดียวกัน พ.ต.อ.อชิรวิทย์ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อกลางดึกวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคืนวันวาเลนไทน์มีชาวบ้านในหอพักรุ่งสว่างเพลส แจ้งเหตุร้องทุกข์มาที่ชุดปฏิบัติการสายตรวจ สน.เพชรเกษม ว่า ที่ห้องพักเลขที่ 201 ของหอพักดังกล่าว มีวัยรุ่นเข้ามามั่วสุมกัน และมีพฤติการณ์คล้ายกับมีการเสพยา เมื่อนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พบนายอนุกูล เจ้าของห้องนั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินในสวนหย่อมด้วยท่าทีมีพิรุธ เมื่อตำรวจขออนุญาตตรวจค้นพบอาวุธปืนเถื่อน ขนาด 11 มม.ที่เอวของผู้ต้องหา และในกระเป๋าสะพายมียาเสพติดด้วยจำนวนหนึ่ง จากนั้นเมื่อนำตัวขึ้นไปขยายผลที่ห้องพักเลขที่ 201 พบนายธนภาค เพื่อนของ นายอนุกูล ซึ่งเดินทางมาในห้องพักพร้อมของกลาง อาวุธปืนเถื่อนขนาด 9 มม.โดยจากการตรวจค้นพ้องหักพบยาเสพติดทั้งยาบ้าและยาไอซ์ทั้งหมดอยู่ในความครอบครองของผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย จึงคุมตัวมาสอบสวนดำเนินคดีที่ สน.หนองแขม นายอนุกูล รับสารภาพว่า ตนมีอาชีพเป็นช่างเดินเครื่องเสียงรถยนต์ รายได้ไม่พอใช้ จึงรับงานส่งยาเสพติดให้เอเย่นต์ชื่อ นายหรั่ง (ไม่ทราบชื่อและนามสกุล) โดยนายหรั่ง จะโทรศัพท์มาสั่งให้ไปรับยาเสพติดทั้งยาบ้าและยาไอซ์ ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อนำมาพักรอไว้ที่ห้อง ก่อนจะสั่งการให้นำไปส่งลูกค้าย่านถนนเพชรเกษม ได้ค่าจ้างเที่ยวละ 8,000 -10,000 บาท กับยาเสพติดทั้งยาบ้าและไอซ์ ที่แบ่งมาให้ตนไว้เสพเองอีกคราวละเล็กน้อย ส่วน นายธนภาค นั้น เป็นเพื่อนในกลุ่มที่เดินทางมาร่วมเสพยาในห้องด้วยกัน บางครั้งที่ตนขาดแคลนยา นายธนภาค ก็จะซื้อหามาให้แบ่งกันเสพ ด้าน พ.ต.ท.ธัชชัย เปิดเผยว่า เบื้องต้นแจ้งข้อหา มียาบ้าและยาไอซ์ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แก่ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ส่วนนายหรั่ง ซึ่งเป็นเอเย่นต์ว่าจ้าง นายอนุกูล เป็นผู้รับส่งยาเสพติดให้ลูกค้านั้น กำลังประสานงานกับฝ่ายสืบสวน ดำเนินการติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

ตะลึง! วัยรุ่นนำระเบิดและปืนแลกซื้อยาบ้าได้

ตะลึง! วัยรุ่นนำระเบิดและปืนแลกซื้อยาบ้าได้

รวบพ่อค้ายาอุบลฯ เผยวัยรุ่นนำระเบิดและปืนแลกซื้อยาบ้าได้ ค้นห้องพักเจอระเบิด เอ็ม26 1 ลูก กระสุนปืน 4 นัด ยาบ้า 200 เม็ด เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.สานิตย์ ไชยสถิตย์ ผกก.สส.ภ.จ.อุบลราชธานี นำเจ้าหน้าที่สืบสวนชุดปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับ พ.ต.ท.ศิริพงษ์ สุดา รอง ผกก.สส.สภ.เมือง พ.ต.ท.บวรศักดิ์ คำรังษี สว.สส.สภ.เมืองอุบลฯ จับกุมนายศักดา คำแดง อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 353หมู่ที่ 1 ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี พร้อมของกลางยาบ้า 200 เม็ด ระเบิดสังหารชนิดขว้าง เอ็ม 26 จำนวน 1 ลูก กระสุนปืน .32 จำนวน 2 นัด กระสุนปืน .38 จำนวน 2 นัด โดยจับกุมได้ที่ห้อง 107 หอพักแห่งหนึ่งบ้านท่าบ่อ หมู่ที่ 2 ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี พ.ต.อ.สานิตย์ ไชยสถิตย์ ผกก.สส.ภ.จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ตำรวจสืบทราบว่ามีการลักลอบจำหน่ายยาบ้าให้กับวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา คนทำงานกลางคืนในเขต อ.เมือง จ.อุบลฯ โดยจะมีการซื้อขายยาบ้าที่ห้องหมายเลข 107 หอพักแห่งหนึ่ง อยู่บ้านท่าบ่อ หมู่ที่ 2 ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลฯ จึงนำกำลังออกไปตรวจสอบพร้อมส่งสายเข้าล่อซื้อยาบ้า โดยนัดหมายส่งยาบ้าที่บริเวณถังขยะหน้าหอพัก ต่อมาพบนายศักดา คำแดง นำยาบ้ามาส่งให้กับสาย เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเพื่อจับกุม แต่นายศักดาไหวตัววิ่งหลบหนีเข้าไปในห้องพักหมายเลข 107 เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังเข้าปิดล้อม ใช้กุญแจสำรองของหอพักบุกเข้าจับกุมตัว พร้อมนำผู้ต้องหาออกมาจากห้องพักเนื่องจากตรวจพบระเบิดและเครื่องกระสุนปืนอยู่ภายในห้องพัก จากนั้นได้ประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด EOD จากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลฯมาตรวจสอบพบระเบิดสังหารชนิดขว้าง เอ็ม 26 จำนวน 1 ลูกอยู่กล่องไม้วางอยู่หลังตู้เย็นและกระสุนปืน .32 จำนวน 2 นัด กระสุนปืน .38 จำนวน 2 นัด นายศักดา คำแดง ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เดิมตนมีอาชีพเป็น ร.ป.ภ. หรือการ์ด ผับดังแห่งหนึ่งในตัวเมืองอุบลฯหลังจากที่ผับถูกสั่งปิด จึงได้หันมาค้ายาบ้า ส่วนยาบ้าได้สั่งซื้อทางไลน์ ชื่อ “ดีต่อใจ” จะนัดหมายมาส่งตามสถานที่ต่างๆ เช่นถังขยะ ริมถนน หรือใต้ต้นไม้ ทุกครั้งที่สั่งยาบ้าจะต้องโอนเงินเข้าบัญชีก่อน จะสั่งยาบ้ามาครั้งละ 1 มัด ประมาณ 2,000 เม็ด นำมาขายให้วัยรุ่นราคาเม็ดละ 250-300 บาท บางครั้งลูกค้าไม่มีเงินก็นำอาวุธปืนและลูกระเบิดมาแลก สำหรับระเบิดและปืนก็จะเสนอขายทางเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อว่า สุนิสา ดำรง (เฟซบุ๊กปลอม) ในการติดต่อซื้อขายจัดส่งทางพัสดุของเอกชน ซึ่งลักลอบขายยาบ้ามานานแล้วจนกระทั่งมาถูกล่อซื้อจับกุมดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และมีวัตถุระเบิดพร้อมเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุบลฯดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พ.ร.บ.ยาเสพติดใหม่...คืนความเป็นธรรม'ผู้เสพ'

พ.ร.บ.ยาเสพติดใหม่…คืนความเป็นธรรม’ผู้เสพ’

“ทีมล่าความจริง” ได้นำเสนอปฏิบัติการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายย่อยในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งพบว่ายาเสพติดระบาดหนักมากในกลุ่มเยาวชน วัยรุ่น และคนทำงาน ทั้งๆ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองก็สามารถปราบปรามจับกุมผู้ค้ารายใหญ่ได้จำนวนมาก ล่าสุดวันนี้ ตำรวจน้ำ จังหวัดบึงกาฬ จับกุมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าสะอาด อำเภอเซกา ขณะลักลอบนำยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านมาขายให้กับผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ ไปติตตามปฏิบัติการนี้ พร้อมเจาะลึกแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยกฎหมายที่เพิ่งแก้ไขใหม่ นายสังวาลย์ ศรีทุมมี หรือนายกเล่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าสะอาด ตำบลท่าสะอาด อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ถูกตำรวจน้ำ ตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ และเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จับกุมขณะกำลังนำยาบ้ากว่า 500 เม็ด พร้อมยาไอซ์ 8 กรัมไปส่งให้ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ ปฏิบัติการจับกุมนายกเล่ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากตำรวจน้ำบึงกาฬสืบทราบว่า นายกเล่มีพฤติกรรมจำหน่ายยาเสพติดมานานกว่า 3 ปีแล้ว โดยนำยาเสพติดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมาจำหน่ายให้กับผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่อีกทอดหนึ่ง โดยจะรับยามาครั้งละ 4,000-8,000 เม็ด ตำรวจจึงติดตามและสกัดจับได้ในที่สุด จากการตรวจค้นภายในบ้านพัก เจ้าหน้าที่พบปืนลูกซองพร้อมเครื่องกระสุน สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารที่มีเงินหมุนเวียน 1 ล้านบาท และเอกสารเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดหลายรายการ นายสังวาลย์ หรือนายกเล่ สารภาพกับตำรวจว่า เขาจำหน่ายยาเสพติดมานานกว่า 1 ปีแล้ว โดยวิธีการรับ-ส่งยาเสพติด เครือข่ายจะพายเรือข้ามฝั่งมายังประเทศไทย ก่อนซุกซ่อนยาเสพติดไว้ตามหลักกิโล จากนั้นก็โทรศัพท์ติดต่อให้เขาไปรับมาอีกทอดหนึ่ง การจับกุมผู้จำหน่ายยาเสพติดรายย่อยในแต่ละพื้นที่ ถือเป็นมาตรการที่เจ้าหน้าที่ระดมกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 21 ถึง 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นความพยายามจับกุมยาเสพติดทั่วทั้งประเทศ หลังจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. มีข้อมูลว่า ในช่วงนี้มียาเสพติดโดยเฉพาะยาบ้าทะลักเข้าประเทศจำนวนมาก เส้นทางในการลักลอบลำเลียงส่วนใหญ่ยังมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อส่งขายยังภาคใต้และต่อไปยังประเทศที่สาม ซึ่งระหว่างทางมีจำนวนหนึ่งแบ่งขายให้ผู้ค้าในประเทศไทย โดยการกระจายต่อไปยังชุมชน ด้วยเหตุนี้การติดตามจับกุมผู้ค้ารายย่อยจึงมีความจำเป็นไม่แพ้การเด็ดยอดผู้ค้ารายใหญ่ การกวาดจับผู้ค้ารายย่อย แม้ด้านหนึ่งจะช่วยตัดวงจรกระจายยาเสพติดในระดับชุมชน แต่ผลอีกด้านหนึ่งที่ตามมาก็คือปัญหานักโทษล้นคุก เพราะมีผู้กระทำความผิดจำนวนมาก ประกอบกับที่ผ่านมากฎหมายยาเสพติดไม่มีความยืดหยุ่นมากพอ ใช้การคำนวณปริมาณยาในการตัดสินความผิด จึงเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติทำงานคล้ายเหวี่ยงแห กวาดจับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเข้าคุกทั้งหมด ทั้งๆ ที่บางคนเป็นเพียงผู้เสพ ยังสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ ไม่ควรส่งตัวเข้าเรือนจำเสมือนเป็นการตีตราเป็น “คนคุก” จนกลับคืนสู่สังคมปกติไม่ได้ เหตุนี้เองจึงมีความพยายามแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ซึ่งเพิ่งประกาศใช้เมื่อไม่นานมานี้ เปิดช่องให้ผู้กระทำผิดต่อสู้คดีพิสูจน์เจตนาของตนเองได้ว่าไม่ใช่ผู้ค้า แต่เป็นผู้เสพเท่านั้น ขณะเดียวกันก็ปรับปรุงอัตราโทษในความผิดฐานผลิต นำเข้า หรือส่งออกยาเสพติด ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์ด้วย นอกจากการแก้ไขกฎหมายยาเสพติดที่เปิดช่องให้ศาลใช้ดุลพินิจในการตัดสินความผิดของผู้ครอบครองยาเสพติดได้อย่างเหมาะสมแล้ว เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังบอกอีกว่า ป.ป.ส.พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้เปิดโครงการ “คลินิคจิตสังคม” เพื่อให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมแก่ผู้ต้องหาคดียาเสพติดและคดีความรุนแรงในครอบครัวในระบบศาล โดยเน้นให้คำปรึกษาแก่ผู้ต้องขังหรือจำเลยในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด คดีความรุนแรงในครอบครัว หรือคดีที่มีโทษไม่ร้ายแรงซึ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว หรือการประกันตัว ซึ่งจะมีผู้ให้คำปรึกษาที่ผ่านการอบรมด้านการให้คำปรึกษาด้านจิตสังคม โดยมุ่งหวังให้ผู้ต้องหาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และป้องกันการกระทำผิดซ้ำอีกด้วย

สนธิกำลังบุกตรวจสถานบันเทิง เปิดเกินเวลาพบยาเสพติดเพียบ

สนธิกำลังบุกตรวจสถานบันเทิง เปิดเกินเวลาพบยาเสพติดเพียบ

เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกตรวจสถานบันเทิง เปิดเกินเวลา พบยาเสพติดเพียบ ตรวจปัสสาวะพบฉี่ม่วง 135 คน เมื่อวันที่ 3 ก.พ. นายมานะ สิมมา ผอ.ส่วนสอบสวนคดีอาญา กรมการปกครอง นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผอ.ส่วนกำกับสืบสวนและปราบปราม สำนักการสอบสวนและนิติการกรมการปกครอง นำกำลังเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง กรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. กรมสรรพสามิตร เข้าตรวจสอบร้าน อินฟินิตี้ อินดี้ ภายในซอยสุขสวัสดิ์ 2 แยก 2 แขวงและเขตจอมทอง กรุงเทพฯ หลังรับแจ้งว่าสถานบันเทิงดังกล่าวมีเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ใช้บริการ มีการใช้ยาเสพติด และเปิดเกินเวลาที่กำหนด จากการตรวจสอบพบว่าสถานบันเทิงดังกล่าว มีนักเที่ยวทั้งชายและหญิง กว่า 200 คน เข้ามาใช้บริการเต็มพื้นที่ทั้งชั้น1 และชั้น2 ของร้าน เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบก็เกิดความโกลาหลขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่จะปิดเพลงและเปิดไฟ เพื่อตรวจบัตรประชาชน และตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบยาเสพติดชนิดเคตามีน ทั้งแบบน้ำและเกล็ด ยาไฟว์ ไอซ์ จำนวนมาก ซึ่งถูกซ่อนไว้ในธนบัตรชนิด 100 บาท และ 20 บาท เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพบว่ามีการซุกซ่อนลงถังน้ำแข็ง หรือทิ้งถังขยะในทันที อีกทั้งยังพบอาวุธปืนขนาด 9 ม.ม. พร้อมกระสุน 15 นัด ที่การ์ดของร้านพกไว้ และอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก ซุกซ่อนใต้บันได และ กระสุนปืนลูกซอง 3 ลูก ซุกซ่อนใต้บันได 1 นัด ใต้เคาน์เตอร์เครื่องดื่ม 1 นัด และที่การ์ดของร้านอีก 1 นัด นายรณรงค์ กล่าวว่า จากการตรวจปัสสาวะพบผู้มีฉี่สีม่วงจากสารเสพติด จำนวน 135 คน เป็นชาย 58 คน หญิง 77 คน พบเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีใช้บริการ 7 คน ไม่พกบัตรประจำตัว 37 คน แบ่งเป็นชาย 26 คน หญิง 11 คน ทั้งนี้จากการตรวจสอบทางร้านไม่มีใบอนุญาตทุกชนิด และเปิดเกินเวลา โดยได้รับแจ้งว่า มักปิดบริการเวลา 04.00 น. อีกด้วย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, จำหน่ายสุราโดยไม่มีใบอนุญาต, ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยลดราคาเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการขาย, ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่รัฐที่รัฐบาลกำหนดเวลามิให้ขาย, จำหน่ายเครื่องดื่มสุราให้บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์, มีไว้ใช้ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต, และพ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สตูลร่วมเผาทำลาย ยาเสพติดมูลค่ากว่า19ล้าน

สตูลร่วมเผาทำลาย ยาเสพติดมูลค่ากว่า19ล้าน

ตำรวจ-ฝ่ายปกครอง เมืองสตูล ร่วมกันเผาทำลายยาเสพติดทั้งกัญชา กระท่อม รวมมูลค่ากว่า 19 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่สนามบินกองทัพอากาศ (สนามบินสตูล)  ย่านถนนสายยนตรการกำธรสตูล-รัตภูมิ  หมู่ 6 ต.คลองขุด อ.เมืองสตูล จ.สตูล พ.ต.อ.ภูมิสิทธิ์  นาวัง  ผกก. สภ.เมืองสตูล  พ.ต.อ. อธิป  แสงวัลลอย  รอง  ผบก.ภ.จว.สตูล  พ.ต.ท.อภิสิทธิ์  ปะดุกา  หัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัด (หน.ชปส.ภ.จว.สตูล)  สตูล  พ.ต.ท.ประยงค์  เต็มพร้อม  สวป.สภ.เมือง จ.สตูล  ผู้แทนปลัดจังหวัดสตูล  เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สตูล  และเจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 9  ร่วมกันนำยาเสพติดของกลาง ที่ตรวจยึดมาเผาทำลาย ประกอบไปด้วย   ยาเสพติดให้โทษชนิดประเภท กัญชา จำนวน  4 รายการ น้ำหนัก 1,345  กิโลกรัม ยาเสพติดชนิด ใบพืชกระท่อมสด  จำนวน 6 รายการ น้ำหนัก 125 กิโลกรัม  รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 19 ล้านบาท

เสก ปฏิเสธข้อหา ฮา ด.ต. รับตัวแซว รูปคู่จะถูกเด้งมั้ย

‘เสก’ปฏิเสธข้อหา ฮา!’ด.ต.’รับตัวแซว’รูปคู่จะถูกเด้งมั้ย?’

“เสก” พบตำรวจ สน.คันนายาว ปฏิเสธทุกข้อหา ยืนยันหนักแน่นไม่ได้เสพยา ด้าน “ด.ต.”ที่มารอรับตัวพูดติดตลก หลังสื่อถ่ายภาพติดเฟรมร่วมกับนักร้องดัง “มีรูปคู่จะถูกเด้งมั้ย? เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ความคืบหน้า กรณีที่ นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ “เสก โลโซ” นักร้องร็อกเกอร์ชื่อดังเมืองไทย พร้อมแฟนสาวและทนาย ได้เดินทางไปที่ สน.คันนายาว เพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวน และรับทราบข้อกล่าวหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตามหมายเรียกครั้งที่ 2 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่นักร้องหนุ่มเดินทางมาถึง ได้มีดาบตำรวจนายหนึ่งเดินลงจากโรงพักมารับตัว “เสก” ไปพบกับทางพนักงานสอบสวน โดย “เสก” ได้มีการโอบกอดทักทายกันกับทางดาบตำรวจ ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะให้ทั้งสองถ่ายรูปคู่กัน เพื่อยืนยันการเข้ามารับทราบข้อหาของนักร้องดังในวันนี้ โดยระหว่างที่สื่อลงมือบันทึกภาพนั้น ดาบตำรวจคนดังกล่าวได้พูดติดตลกกับนักข่าว เชิงว่า สื่อถ่ายรูปตนคู่กับนักร้องดัง จะทำให้โดนสั่งย้ายเหมือนนายตำรวจคนอื่นๆหรือไม่ ทำให้ทั้งนักข่าวและ”เสก”ต่างพากันขำไปตามๆกัน จากนั้น “เสก” กับ “ด.ต.” ได้พากันเดินโอบเข้าไปด้านในโรงพัก ก่อนผ่านไปสักพักใหญ่ เสกเดินออกมาพร้อม “ด.ต.” พร้อมเปิดใจกับสื่อว่า ตนปฏิเสธตลอดทุกข้อกล่าวหา และยืนยันหนักแน่นว่าไม่ได้เสพยาเสพติดแต่อย่างใด ส่วนคดีก็ขอให้ไปว่ากันในชั้นศาล

เสก โลโซ ส่งทนายขอเลื่อน รับทราบข้อกล่าวหา

“เสก โลโซ”ส่งทนายขอเลื่อน รับทราบข้อกล่าวหา

“เสก โลโซ”ขอเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาเป็น 17 ม.ค.ขณะที่ทนายความเผยนัดครั้งที่ 2 เจ้าตัวต้องมาเอง ระบุผลตรวจสารเสพติดยังไม่ออกมาว่าเกิดจากยารักษาอาการป่วยหรือยาเสพติด จากกรณี นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ “เสก โลโซ” นักร้องร็อกเกอร์ชื่อดังเมืองไทยที่ก่อเหตุยิงปืนขึ้นฟ้าในงานสมโภช 250 ปีพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วัดเขาขุนพนม อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช จนถูกตำรวจจับกุม พร้อมกับถูกดำเนินคดีในข้อหาต่อสู้ขัดขวางการจับกุม และตรวจพบปัสสาวะมีสารเสพติดแอมเฟตามีน โดยหลังจากการประกันตัวจากศาลจังหวัดมีนบุรีแล้วทางตำรวจจากจ.นครศรีธรรมราช ได้มารับตัวดำเนินคดีที่สภ.พรหมคีรีและได้รับการประกันตัว ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าเมื่อเวลา 12.30 น.ว่าที่ร.ต.มงคลวิจิตร์ ธนะโสภณ ทนายความของ“เสก โลโซ” ได้เดินทางมาที่สน.คันนายาว เพื่อมารับทราบข้อกล่าวหา แทนนักร้องหนุ่ม โดยทนายความ กล่าวว่า เมื่อเวลา 12.30 น.ผู้จัดการของเสก ติดต่อมาว่า ไม่สามารถมาพบพนักงานสอบสวนได้ จะมีการนัดต่อครั้งต่อไปในวันที่ 17 ม.ค.ซึ่งตอนนี้ผลตรวจปัสสาวะของเสก ยังไม่ออกมาว่าเกิดจากสารเสพติดหรือการใช้ยารักษาอาการป่วยไบโพล่าของเสก ที่เจ้าตัวกินยามานานแล้ว ซึ่งต้องรอผลตรวจจากรพ.วิชัยยุทธอีกครั้ง หลังจากนี้เสกจะต้องเดินทางมาที่สน.คันนายาวด้วยตัวเอง เพื่อมารับทราบข้อกล่าวหา ส่วนคดีเรื่องปืนที่จ.นครศรีธรรมราช ตนก็จะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อเจ้าหน้าที่ในวันที่ 15 ม.ค. ซึ่งขณะนี้คดีความยังไม่จบก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการของกฎหมาย และในวันนี้ทางตำรวจไม่ได้แจ้งข้อหาเสกเพิ่มเติม เนื่องจากเจ้าตัวไม่ได้เดินทางมาด้วยตัวเอง ทนายความยัง กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เสกมีอาการเครียดเนื่องจากคดีและข่าวต่างๆออกมา และฝากขอโทษตำรวจที่นครศรีธรรมราชที่โดนสอบสวน และผกก.สน.คันนายาวที่ทำให้เดือดร้อน