“เห็ดขี้ควาย” เห็ดพิษ-เห็ดเสพติดให้โทษ

ถ้าพูดถึงยาเสพติดแล้ว หลายคนอาจจะคิดว่ามีแต่พวกยาเม็ดๆ เหมือนยาบ้า ยาเป็นผง หรือเป็นน้ำที่ต้องใช้ฉีดเข้าเส้น แต่รู้กันหรือไม่ว่ามีพืชหลายชนิดที่ถูกจัดว่าเป็นสิ่งเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “เห็ดขี้ควาย”

เรามักจะได้ยินชื่อของ “เห็ดขี้ควาย” อยู่ในงานฟูลมูนปาร์ตี้ ที่เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นอันดับแรกๆ ของยาเสพติดที่ระบาดอยู่ในงานในช่วงนี้ ส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะชาวต่างชาติ) นิยมกินโดยนำไปปั่นรวมกับนม เป็นมิลค์เชคเห็ดขี้ควาย หรือนำไปทำเป็นเหล้าปั่น บางคนอาจจะนำไปปรุงเป็นเมนูอาหารอื่นๆ เช่น ไข่เจียวเห็ดขี้ควาย

เหตุที่เรียกว่าเห็ดขี้ควาย ก็เนื่องจากมักจะพบเห็ดชนิดนี้ขึ้นอยู่บนกองขี้ควายเก่าๆ ที่แห้งแล้ว พอได้รับความชื้นจากน้ำฝน และมีสภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเห็ด (โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเล) เห็ดขี้ควายก็จะออกดอกชูช่อขึ้นมา

สำหรับในประเทศไทย “เห็ดขี้ควาย” ทั้งดอกเห็ด ก้านเห็ด และสปอร์ของเห็ด ถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มีความผิดทั้งการเป็นผู้ผลิต ขาย นำเข้าหรือส่งออก และเสพ

สาเหตุที่เห็ดขี้ควายถูกจัดเป็นยาเสพติด ก็เพราะว่าในเห็ดขี้ควายจะมีสารพิษ 2 ชนิด คือ ซิโลไซบิน และ ซิโลซีน ซึ่งมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ประสาทหลอน เห็นภาพแสงสีต่างๆ ลวงตา รู้สึกเหมือนมีเข็มมาทิ่งแทงตามตัว ได้ยินเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า สับสน ไม่สามารถลำดับทิศทางได้ และหากเสพในปริมาณมากๆ อาจทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งอาการเหล่านี้คล้ายกับอาการของผู้ที่เสพ LSD หากคนที่เสพเป็นเวลานาน จะเพลินต่อความรู้สึกเหล่านี้ ร่างกายจะเกิดอาการต้านยา ต้องเพิ่มขนาดในการใช้ขึ้นเรื่อยๆ

การบริโภคเห็ดขี้ควาย หากนำไปปั่นผสมกับเหล้า เหมือนที่นักท่องเที่ยวนิยมกันในงานฟูลมูนปาร์ตี้ จะทำให้เพิ่มปริมาณของสารพิษมากขึ้น เนื่องจากแอลกอฮอล์จะเป็นตัวทำละลายให้พิษออกฤทธิ์เร็วและรุนแรงมากขึ้น ส่วนการบริโภคตามปกติ ไม่ว่าจะผ่านความร้อนสูงเท่าไหร่ก็ไม่สามารถจะทำลายสารพิษได้ จึงทำให้คนไม่นิยมนำมาบริโภคกัน